<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่น]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://region7.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมาย]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/538999</link>
<guid isPermaLink="false">1de26bbded1160cd852bdefa62819612</guid>
<pubDate>Sun, 06 Sep 2026 19:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ งบประมาณรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น</p>

<p>ตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม โดยให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการดังนี้</p>

<p>1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569&nbsp;&nbsp;</p>

<p>2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575</p>

<p>3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่ 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ (8) นายช่างภาพ (9) นายช่างศิลป์ (10) บรรณารักษ์ (ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) และ (11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว</p>

<p>นอกจากนี้ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพ</p>

<p>การทำงานและการให้บริการประชาชน และให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมา</p>

<p>ใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน&nbsp;</p>

<p>(5 ก.ย. 69) สำหรับความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด &ldquo;รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส&rdquo; ขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว มอบหมายสำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปนอกจากนี้ยังดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ และประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนดีขึ้น</p>

<p>1. ปรับกำลังคน &ndash; เกษียณก่อนกำหนดควบคู่ตรึงอัตรา มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และ 2) ผู้มีอายุ 40&ndash;49 ปี ซึ่งมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเห็นชอบหลักการกำหนดเงินก้อนสูงสุดของทั้งสองกลุ่มในอัตราเท่ากัน ไม่เกิน 12 เท่า พร้อมเงื่อนไขไม่กลับเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐอีก โดยควบคุมและตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตราว่างและอัตราเกษียณ ลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังต้องการบริการจากภาครัฐ เพื่อไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น</p>

<p>2. ปรับกระบวนงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐควบคู่กับการปรับกำลังคน โดยผลักดัน พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มกราคม 2570 เป็นกลไกสำคัญในการทบทวนกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ให้เหลือขั้นตอนเท่าที่จำเป็น ลดการเรียกเอกสารและข้อมูลซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ และลดการทุจริต โดยขณะนี้หน่วยงานของรัฐอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและทบทวนกระบวนงาน</p>

<p>3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี โดยหน่วยงานภาครัฐนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานประจำที่ทำซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการขอเอกสารจากประชาชนในสิ่งที่ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว และให้ใช้บุคลากรภายนอกที่มีทักษะเฉพาะสนับสนุนงาน Digital Transformation แทนการเพิ่มอัตรากำลังประจำ</p>

<p>อีกทั้ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังได้เปิดเผยผ่านรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถึงแนวคิด &ldquo;การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ&rdquo; และเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า &ldquo;การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ&rdquo; แทนคำว่า &ldquo;การปฏิรูประบบราชการ&rdquo; เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่ โจทย์สำคัญวันนี้คือการลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริง ภายใต้ความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า การเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ทำให้วัยแรงงานมีจำนวนน้อย หากไม่เร่งพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ ประเทศไทยจะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการนำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น ซึ่งประเทศเพื่อนบ้าน</p>

<p>ต่างปรับโครงสร้างระบบราชการและวิธีบริหารภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ซึ่งปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างงบประมาณของประเทศไทย มีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณ</p>

<p>ร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนาระบบราชการต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ ขณะเดียวกันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลต้องเป็น &ldquo;ภาครัฐระบบเปิด&rdquo; (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน และประชาชนควรติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน เป็นแบบ One Stop Service ทำให้บริการรวดเร็วขึ้น เพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต โดยได้เสนอช่องทางบริการแบบ Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายกว่า 7,600 ฉบับ โดยตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งประชาชนสามารถจับต้องได้ คือการติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202609066c8b53ae2b1d57586dfda2d013601f4f195603.jpg' type='image/jpg' length='1205921' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมาย]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/539000</link>
<guid isPermaLink="false">69facf9ebae3f050e269ddc82cb19f4c</guid>
<pubDate>Sun, 06 Sep 2026 19:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ งบประมาณรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น</p>

<p>ตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม โดยให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการดังนี้</p>

<p>1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569&nbsp;&nbsp;</p>

<p>2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575</p>

<p>3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่ 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ (8) นายช่างภาพ (9) นายช่างศิลป์ (10) บรรณารักษ์ (ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) และ (11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว</p>

<p>นอกจากนี้ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพ</p>

<p>การทำงานและการให้บริการประชาชน และให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมา</p>

<p>ใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน&nbsp;</p>

<p>(5 ก.ย. 69) สำหรับความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด &ldquo;รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส&rdquo; ขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว มอบหมายสำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปนอกจากนี้ยังดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ และประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนดีขึ้น</p>

<p>1. ปรับกำลังคน &ndash; เกษียณก่อนกำหนดควบคู่ตรึงอัตรา มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และ 2) ผู้มีอายุ 40&ndash;49 ปี ซึ่งมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเห็นชอบหลักการกำหนดเงินก้อนสูงสุดของทั้งสองกลุ่มในอัตราเท่ากัน ไม่เกิน 12 เท่า พร้อมเงื่อนไขไม่กลับเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐอีก โดยควบคุมและตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตราว่างและอัตราเกษียณ ลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังต้องการบริการจากภาครัฐ เพื่อไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น</p>

<p>2. ปรับกระบวนงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐควบคู่กับการปรับกำลังคน โดยผลักดัน พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มกราคม 2570 เป็นกลไกสำคัญในการทบทวนกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ให้เหลือขั้นตอนเท่าที่จำเป็น ลดการเรียกเอกสารและข้อมูลซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ และลดการทุจริต โดยขณะนี้หน่วยงานของรัฐอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและทบทวนกระบวนงาน</p>

<p>3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี โดยหน่วยงานภาครัฐนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานประจำที่ทำซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการขอเอกสารจากประชาชนในสิ่งที่ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว และให้ใช้บุคลากรภายนอกที่มีทักษะเฉพาะสนับสนุนงาน Digital Transformation แทนการเพิ่มอัตรากำลังประจำ</p>

<p>อีกทั้ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังได้เปิดเผยผ่านรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถึงแนวคิด &ldquo;การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ&rdquo; และเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า &ldquo;การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ&rdquo; แทนคำว่า &ldquo;การปฏิรูประบบราชการ&rdquo; เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่ โจทย์สำคัญวันนี้คือการลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริง ภายใต้ความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า การเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ทำให้วัยแรงงานมีจำนวนน้อย หากไม่เร่งพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ ประเทศไทยจะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการนำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น ซึ่งประเทศเพื่อนบ้าน</p>

<p>ต่างปรับโครงสร้างระบบราชการและวิธีบริหารภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ซึ่งปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างงบประมาณของประเทศไทย มีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณ</p>

<p>ร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนาระบบราชการต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ ขณะเดียวกันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลต้องเป็น &ldquo;ภาครัฐระบบเปิด&rdquo; (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน และประชาชนควรติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน เป็นแบบ One Stop Service ทำให้บริการรวดเร็วขึ้น เพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต โดยได้เสนอช่องทางบริการแบบ Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายกว่า 7,600 ฉบับ โดยตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งประชาชนสามารถจับต้องได้ คือการติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202609066c8b53ae2b1d57586dfda2d013601f4f195603.jpg' type='image/jpg' length='1205921' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ สั่งรวมข้อมูลภายใน 1 สัปดาห์ ตั้งอนุ 4 ชุด วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน 1 เดือน]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/538845</link>
<guid isPermaLink="false">c366089e22cf4613bc34ed272ec3c648</guid>
<pubDate>Sat, 05 Sep 2026 13:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(4 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ปัจจุบันประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จากศักยภาพด้านที่ตั้ง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน แต่โอกาสดังกล่าวมาพร้อมความท้าทาย ทั้งการใช้พลังงานไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสาธารณูปโภคในปริมาณสูง รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และความปลอดภัยทางไซเบอร์ จึงจำเป็นต้องกำกับดูแลให้สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐาน และผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองอย่างใกล้ชิด หลังพบข้อกังวลของประชาชนต่อการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนเมือง และผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย โดยขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนนำไปติดตั้งระบบและดำเนินกิจการในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม ภาครัฐจึงต้องเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม กำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ กำหนดมาตรฐาน Green Data Center การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้รัดกุมตามมาตรฐานสากล ตลอดจนการสนับสนุนระบบนิเวศ AI และ Cloud ของประเทศไทย&nbsp;</p>

<p>เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เป้าหมายของประเทศไทย ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือการดึงดูดการลงทุนเพื่อให้ไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่การลงทุนนี้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรไทย และการเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า หากกำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน และสอดรับกับทิศทางสากล เช่น กรอบความร่วมมือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และพันธกรณีของไทยในการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งรัฐบาลพร้อมนำข้อเสนอแนะและผลการพิจารณาไปขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการออกประกาศ การแก้ไขปรับปรุงระเบียบ หรือการยกระดับสู่การร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศดำเนินไปอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน</p>

<p>ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า&nbsp;</p>

<p>หลังจากนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ คณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่กำหนดกรอบนโยบายและวางยุทธศาสตร์ เพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของประเทศ โดยประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ แต่จะปรับแนวทางจากการพิจารณาอนุมัติเป็นรายหน่วยงาน ไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์และกรอบการพิจารณาในระดับประเทศ เพื่อให้การลงทุนสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และสามารถบริหารจัดการผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่</p>

<p>1. เรื่องข้อมูล ปัจจุบันการขออนุญาตจัดตั้ง ดาต้าเซ็นเตอร์ เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงจำเป็นต้องรวบรวมและจัดระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนและเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาตประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ จัดส่งข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ ดำเนินการจัดส่งข้อมูล ตามประเภท (1) ประกอบกิจการแล้ว (2) ก่อสร้างแล้วเสร็จ (3) อยู่ระหว่างก่อสร้าง (4) อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะรวบรวมข้อมูลดังกล่าว ภายในวันที่ 11 กันยายน 2569 รวมทั้งมอบหมายให้</p>

<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาความเหมาะสมของการกำหนดรหัสธุรกิจหมวด (TSIC) เฉพาะของดาต้าเซ็นเตอร์ตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง</p>

<p>2. การจัดระเบียบกำหนดขั้นต่ำ (Minimum Requirement) เพื่อดูแลไม่ให้ประชาชนและพื้นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะดูเป็นรายพื้นที่ เป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแก่ผู้ประกอบการ ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจะนำมาตรฐานนี้มาปรับใช้กับทุกคน เพื่อเป็นมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ &ldquo;ดาต้าเซ็นเตอร์&rdquo; ครอบคลุมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภททั้งที่มีวัตถุประสงค์ใช้เองภายในกิจการของตนเองหรือบริษัทในเครือ หรือบุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทในเครือ ส่วนการกำกับดูแลกิจการจะใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท (Apply to all) โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เหมาะสมกับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละกลุ่ม&nbsp;</p>

<p>3. การยกระดับในเชิงยุทธศาสตร์ โดยจะพิจารณาความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เช่น พลังงานสะอาด สิ่งแวดล้อม การมุ่งสู่ Net Zero และการพัฒนา AI รวมถึงการทำให้คนไทยและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวได้มากขึ้น ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย&nbsp;</p>

<p>4. วิธีการออกแบบกลไกการพิจารณาที่มุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องผ่านมาตรฐานขั้นต่ำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของประเทศ ขณะเดียวกันจะพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย เช่น การสร้างรายได้และโอกาสให้คนไทย การสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล และการขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero โดยในระยะต่อไป คณะกรรมการฯ จะออกแบบรูปแบบการพิจารณาที่เหมาะสม รวมถึงแนวทางการแข่งขันหรือการคัดเลือกข้อเสนอ เพื่อให้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ&nbsp;</p>

<p>โดยได้เห็นชอบร่างนโยบายฯ 1) บังคับใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท 2) กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาดเกิน&nbsp;</p>

<p>2 เมกะวัตต์ เป็นกิจการประเภทอุตสาหกรรม 3) กำหนดอัตราค่าใช้ประโยชน์ทรัพยากรต่าง ๆ สะท้อนต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงสนับสนุนการใช้พลังงานสีเขียวในดาต้าเซ็นเตอร์ และ Green Data Center 4) จัดตั้งกลไกการพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมและความคุ้มค่าของดาต้าเซ็นเตอร์แบบรวมศูนย์ เพื่อประโยชน์</p>

<p>ในการจัดสรรทรัพยากร (ไฟฟ้าและน้ำ) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยรวม และต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ 5) เร่งพัฒนาระบบนิเวศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ โครงสร้าง/อัตราภาษีเงินได้</p>

<p>นายอนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดให้บริการแล้ว 35 โครงการ ในจำนวนนี้ผ่านการส่งเสริมของบีโอไอ 11 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ และมีผู้สนใจหรือรอพิจารณาอีกประมาณ 117 โครงการ ทั้งนี้ที่ประชุมได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน 4 ชุด เพื่อพิจารณาจัดทำมาตรฐานทางเทคนิค และกรอบแนวทางปฏิบัติทั้ง 4 มิติ ภายในเดือนกันยายน 2569 ได้แก่&nbsp;</p>

<p>1. ด้านเศรษฐกิจ กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในส่วนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน / ด้าน demand ประเภท AI Factory / ที่ตั้ง (Zoning) ทั้งนี้ การประเมินผลลัพธ์จะต้องสามารถยืนยันว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน&nbsp;</p>

<p>2. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน น้ำ และระบบดิจิทัล)</p>

<p>3. ด้านพื้นที่และอาคาร จะดูเรื่องพื้นที่อาคาร-ตำแหน่งที่ตั้ง ลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ควรจะเป็นรูปแบบใดเพื่อให้มีความปลอดภัย รวมถึงการสำรองไฟ</p>

<p>4. ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้เป็นรูปแบบการทำประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) แต่จะมีหลักเกณฑ์บางอย่างที่ขึ้นมากำกับ&nbsp;</p>

<p>นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ในการประชุมครั้งแรกนี้มีเป้าหมายเพื่อการจัดระเบียบการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกันมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาข้อมูลและอำนาจกำกับดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ในหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน จึงได้รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำมาจัดทำ Dashboard โดยรวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ ผังเมือง ประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น และได้ขอข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งกฎหมาย ข้อบังคับ จะถูกนำมารวมไว้ใน Dashboard เดียว เพื่อให้ทุกหน่วยงานเข้าใจตรงกัน และสามารถติดตามสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ชัดเจน ทั้งโครงการที่กำลังจะสร้าง และโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว&nbsp;</p>

<p>นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานกำกับดูแลใน 4 เรื่อง ในเกณฑ์ขั้นต่ำ และเกณฑ์ดำเนินการตามแนวนโยบาย ได้แก่&nbsp;</p>

<p>1. การกำหนดราคาค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติไปตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ให้แยกประเภทของผู้ใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมา เพื่อไม่ให้การใช้ไฟฟ้ากระทบกับค่าไฟฟ้าของประชาชนหรือผู้ใช้ไฟประเภทอื่น</p>

<p>2. กำหนดเกณฑ์ไฟสะอาด โดยกำหนดให้ต้องมีไฟสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% เพื่อเดินหน้าไปสู่ Net Zero&nbsp;</p>

<p>3. การสำรองไฟในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ จะเป็นการใช้แบตเตอรี่ หรือการใช้น้ำมันเป็นตัวผลิตพลังงาน สำหรับการสำรองข้อมูลและสำรองไฟ ซึ่งจะต้องมีมาตรฐานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และจะต้องปลอดภัยกับประชาชน</p>

<p>4. หลักเกณฑ์ในความมั่นคงต่อระบบ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ต้องมีเงื่อนไขในการเชื่อมเข้าระบบ เพื่อเวลาใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก หรือไฟขึ้น ไฟลงไม่กระทบกับเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบโครงข่าย เพื่อจะไม่กระทบกับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า บ้านเรือน และผู้ประกอบการ</p>

<p>นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยดูแล 3 เรื่อง คือ ผังเมือง การบริการไฟฟ้า และน้ำ โดยขอให้ประชาชนมั่นใจว่าขณะนี้ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำ</p>

<p>ของประชาชน และกระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะชะลอการให้บริการไฟและน้ำ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง</p>

<p>นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า จากการประชุมทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องนิยามและการกำกับดูแล ซึ่งจะเกิดผลดีทั้งในเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร ความพร้อมในการดูแลน้ำมันเชื้อเพลิง และความพร้อมของน้ำและไฟ โดยปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการยื่นขอดำเนินการทั้งหมด 6 โครงการ ขนาด 9-23 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการแล้ว 3 โครงการ ซึ่งจากนี้จะตรวจสอบอย่างเข้มข้นในเรื่องผลกระทบ ความเดือดร้อน เพื่อนำมาเป็นบทเรียนให้คณะกรรมการต่อไป ส่วนอีก&nbsp;</p>

<p>3 โครงการที่ยังไม่อนุมัติ จะชะลอและไปดูในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เข้มข้น และรอนโยบายจากทางคณะกรรมการฯ คาดว่า 1 เดือนจะทราบผล&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260905dcee5638fe73358dd4afb84707ae2146131050.jpg' type='image/jpg' length='1365591' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ซาบีดา” ชวนเที่ยวงาน “สี สรรค์ ไทย” สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมไทย “กิน เที่ยว ชม ลอง เรียนรู้” ถึง 6 ก.ย. ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/538126</link>
<guid isPermaLink="false">85f3815cbb33fdb7072f55479d34a8c5</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 09:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(2 ก.ย. 69) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานมหกรรมวัฒนธรรมเเห่งชาติ สี สรรค์ ไทย: COLORS OF THAI THAI ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 &ndash; 6 กันยายน 2569&nbsp;<br />
ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 7 &ndash; 8 เมืองทองธานี เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์ &ldquo;กิน เที่ยว ชม ลอง เรียนรู้&rdquo; ครบทุกมิติของวัฒนธรรมไทยในงานเดียว ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ การแสดงศิลปวัฒนธรรม อาหาร ภูมิปัญญา&nbsp;และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากทั่วประเทศ&nbsp;</p>

<p>นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ &ldquo;สี สรรค์ ไทย: COLORS OF THAI THAI&rdquo; ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมุ่งนำเสนอคุณค่าและความหลากหลายของวัฒนธรรมไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เปิดพื้นที่ให้ศิลปิน ผู้ประกอบการ ชุมชน และเครือข่ายวัฒนธรรมจากทั่วประเทศได้นำเสนอผลงานและผลิตภัณฑ์ ตลอดจนสร้างโอกาส สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชน ยกระดับและเพิ่มมูลค่าทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการรับรู้คุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยในระดับประเทศและระดับนานาชาติ</p>

<p>การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;สี สรรค์ ไทย : สัมผัสสีสัน สร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย&rdquo; ถ่ายทอดมุมมองของวัฒนธรรมไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ หากแต่เป็น &ldquo;วัฒนธรรมที่มีชีวิต&rdquo;&nbsp;<br />
ที่อยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ทั้งพระมหากรุณาธิคุณ อาหาร ดนตรี และการแสดง งานหัตถศิลป์ ภูมิปัญญา ตลอดจนประเพณี เทศกาล และความเชื่อ ซึ่งล้วนสะท้อนอัตลักษณ์และความผูกพันของผู้คนกับชุมชนและถิ่นเกิด และสามารถนำมาต่อยอด สร้างสรรค์ และสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ เปรียบเสมือนการพาผู้ชมออกเดินทางผ่านวิถีชีวิตไทย จากต้นธารแห่งแรงบันดาลใจ สู่เรื่องราวที่สัมผัสได้ ชิมได้ ชมได้ และลงมือทำได้ โดยทั้ง 5 โซนภายในงานจะร้อยเรียงเป็นเรื่องราวเดียวกัน ดังนี้&nbsp;<br />
โซนที่ 1 เริ่มต้นจากการเดินทางที่ &ldquo;สีสันแห่งแรงบันดาลใจ&rdquo; ถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระกรุณาธิคุณ ของสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ภายในโซนจะนำเสนอผลงานและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและพระกรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผ่านการดำเนินงานของ 3 หน่วยงานภาคี ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กรมหม่อนไหม&nbsp;และกองทุนกำลังใจในพระดำริฯ กระทรวงยุติธรรม พร้อมทั้งมีการจำหน่ายหนังสือจากกรมศิลปากร และ<br />
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)<br />
โซนที่ 2 จากแรงบันดาลใจ สู่ &ldquo;สีสันแห่งรสชาติไทย&rdquo; เพราะอาหารคือเรื่องราวของผู้คน แผ่นดิน และความทรงจำโดยนำเสนอเรื่องราวจาก &ldquo;ข้าว&rdquo; สู่ &ldquo;อาหารรสชาติ...ที่หายไป (The Lost Taste)&rdquo; ชวนทุกคนค้นหารสชาติ องค์ความรู้ และความทรงจำที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมชิมและช็อปกับร้านอาหารกว่า 60 ร้าน รวมถึงฟรีเวิร์กชอปทำอาหาร และขนมไทย<br />
โซนที่ 3 เดินทางต่อจากรสชาติ สู่ &ldquo;สีสันแห่งศิลปะการแสดงไทย&rdquo; ที่รวบรวมศิลปะการแสดงจากทั่วประเทศ ทั้งลิเก หมอลำ ลูกทุ่ง หนังใหญ่ โขน โนรา ดนตรี การแสดงร่วมสมัย และคอนเสิร์ตศิลปินที่มีชื่อเสียง อาทิ ลิเกศรรามน้ำเพชร FINO THE RANAD คอนเสิร์ตวงดนตรีลูกทุ่งโรงเรียนมัธยมเทศบาลนคร 6 อุดรธานีพร้อมศิลปินรับเชิญ อ้น ภานุวัฒน์ คอนเสิร์ตหมอลำไอดอล ไรอัล กาจบัณฑิต ปาล์มมี่ North-Otto และ&nbsp;<br />
ลาเต้ - คิม (ค่ายดูมันดิ) ไมยราพ (Maiyarap) แม็กซ์ เจนมานะ URBOYTJ สะท้อนความหลากหลายของการแสดงศิลปวัฒนธรรม พร้อมเวิร์กชอปที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมเปลี่ยนบทบาทจาก &ldquo;ผู้ชม&rdquo; สู่ &ldquo;ผู้ลงมือสืบสาน&rdquo; ได้แก่&nbsp;การตอกหนังใหญ่ การร้อยลูกปัดโนรา การทำเครื่องประดับศีรษะล้านนา การทำพวงกุญแจเครื่องดนตรีอีสาน&nbsp;การแกะสลักรูปหนังตะลุง และการเขียนสีหัวโขน<br />
โซนที่ 4 จากเสียงและการแสดง สู่ &ldquo;สองมือช่าง&rdquo; ในโซนสีสันแห่งภูมิปัญญาและหัตถศิลป์ไทย &nbsp;เปิดประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสและเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยจากผู้สืบทอดโดยตรง พบกับ Living Wisdom Showcase ภายใต้แนวคิด &ldquo;ภูมิปัญญาจักสาน จากรากเหง้า ก้าวไกลสู่สากล&rdquo; ถ่ายทอดคุณค่าภูมิปัญญาจักสานผ่านผลงานพาวิลเลียนของ อาจารย์กรกต อารมย์ดี และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมด้านจักสาน พร้อมเปิดโอกาสให้ ผู้เข้าชมได้เรียนรู้และลงมือทำจริงผ่านเวิร์กชอปภูมิปัญญาและหัตถศิลป์ไทยหลากหลายรูปแบบ อาทิ การทอผ้าฝ้ายเข็นมือย้อมสีธรรมชาติ การทำยาดมสมุนไพร การจักสานไม้ไผ่ การเขียนเครื่องเบญจรงค์ การระบายสีผ้าบาติก และการทำน้ำปรุงไทย พร้อมเลือกชมและเลือกซื้อผ้าไทย งานหัตถกรรม และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจากทั่วประเทศกว่า 100 ร้านค้า<br />
โซนที่ 5 เดินทางสู่ปลายทาง คือ &ldquo;สีสันแห่งมรดกไทย ศรัทธา และวิถีประเพณี&rdquo; ที่จะพาทุกคนสัมผัสมรดก ทางวัฒนธรรม ประเพณี เทศกาล ผ่าน Immersive Cultural Experience ขนาดใหญ่ ใน Concept &ldquo;From The Rain To The Moon: จากขวัญข้าวสู่ท้องฟ้าแห่งคืนเพ็ญ&rdquo; ร่วมสร้างสรรค์โดยสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (Thai Animation and Computer Graphic Association :TACGA) นิทรรศการรูปแบบ Interactive Smart Museum และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 360 องศา พร้อมกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ลงมือทำและเรียนรู้ด้วยตนเอง ตั้งแต่หน้ากากผีตาโขน โพน ธงตะขาบ เทียนพรรษา พวงมโหตรไปจนถึงโคมล้านนา สะท้อนความเชื่อและประเพณีที่ยังคงมีชีวิต และเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับชุมชนและถิ่นเกิดผ่านโซน 10 สุดยอดเที่ยวชุมชนยลวิถี โดยกระทรวงวัฒนธรรม มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน&rdquo; ผลักดันให้ทุนทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN &ldquo;ไท ไทย&rdquo; ภายใต้แนวคิด &ldquo;สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน&rdquo; ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ &ldquo;เที่ยวชุมชน ยลวิถี&rdquo; เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ โดย 10 ชุมชนต้นแบบ &ldquo;เที่ยวชุมชน ยลวิถี&rdquo; ประจำปี 2568 ที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ ชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี ชุมชนบ้านคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมชนหัวตลาด จังหวัดปัตตานี ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทลื้อเมืองมาง เมืองหย่วน จังหวัดพะเยา ชุมชนบ้านลำปำ จังหวัดพัทลุง ชุมชนบ้านท่าช้าง (วัดโฆษา) จังหวัดเพชรบูรณ์ ชุมชนบ้านเเพมบก จังหวัดเเม่ฮ่องสอน ชุมชนตำบลต้นตาล จังหวัดสุพรรณบุรี ชุมชนบ้านเดื่อ จังหวัดหนองคาย และชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งทั้ง 10 ชุมชนต้นแบบ &ldquo;เที่ยวชุมชน ยลวิถี&rdquo; ล้วนสะท้อนถึงศักยภาพในการนำทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และเสน่ห์วิถีชีวิต มาต่อยอดสร้างคุณค่าและรายได้ให้แก่ชุมชนได้อย่างน่าภาคภูมิใจ</p>

<p>นางสาวซาบีดา ย้ำว่า ทั้งหมดนี้จึงเป็นเส้นทางเดียวกันของ &ldquo;จากพระมหากรุณาธิคุณ สู่สำรับอาหาร จากเสียงการแสดงสู่สองมือช่าง และจากศรัทธาสู่ประเพณี&rdquo; ทั้ง 5 โซนจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดแสดงหากแต่เป็นการเดินทางผ่านวิถีชีวิตไทย ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน เพราะความเป็นไทยไม่ได้มีเพียงสีเดียว หากประกอบด้วยสีสันนับพันจากผู้คน ชุมชน รสชาติ เสียงเพลง งานศิลป์ ภูมิปัญญา ความเชื่อ และประเพณี เมื่อรวมทุกสีสัน จึงเกิดเป็นภาพเดียวกัน &ldquo;สี สรรค์ ไทย&rdquo; และเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้เพียงอนุรักษ์แต่พร้อมที่จะสืบสานต่อยอด สร้างสรรค์ และส่งต่อ เพื่อให้ความเป็นไทยยังคงมีชีวิตและงดงามต่อไป กระทรวงวัฒนธรรมมุ่งหวังให้ &ldquo;สี สรรค์ ไทย: COLORS OF THAI THAI&rdquo; เป็นเวทีนำเสนอคุณค่าและความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของชาติ เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ศิลปิน ผู้ประกอบการ ชุมชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรมจากทั่วประเทศ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ ตลอดจนเป็นกลไกในการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม<br />
ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมเปิดประสบการณ์ &ldquo;สีสันแห่งวัฒนธรรมไทยทุกภูมิภาค&rdquo; มาร่วม &ldquo;กิน เที่ยว ชม ลอง และเรียนรู้&rdquo; สัมผัสความหลากหลายของวัฒนธรรมไทย<br />
ได้ภายในงานเดียว ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 6 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น&nbsp;ฮอลล์ 7 - 8 เมืองทองธานี อีกทั้ง กระทรวงวัฒนธรรมยังได้รับความร่วมมือจากบริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ในการสนับสนุนส่วนลดค่าเดินทาง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้เข้าร่วมงานในการเดินทางมาร่วมงานและสัมผัสกิจกรรมทางวัฒนธรรมภายในงานอีกด้วย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260903d85b59a310755bcf6d4078344f033359091858.jpg' type='image/jpg' length='1513229' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-สิงคโปร์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ-พลังงาน-ความมั่นคง-อาเซียน ต่อยอดความตกลงจัดส่งข้าวไทย 100,000 ตันภายใน 5 ปี ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/538124</link>
<guid isPermaLink="false">955a5d2fdc2f13715e9a2e4636cb3a37</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(2 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง (H.E. Mr. Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม Thailand&ndash;Singapore Leaders&rsquo; Retreat ครั้งที่ 5 บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนความคุ้นเคยและมิตรภาพที่ดีระหว่างผู้นำทั้งสอง ที่ได้มีโอกาสพบปะและหารือกันอย่างต่อเนื่องในหลายเวที ทั้งการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ การประชุม APEC ที่เมืองคยองจู&nbsp;การประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู รวมถึงการเดินทางเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี&nbsp;</p>

<p>โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง ได้มอบของที่ระลึกให้นายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย ลำโพงศิลปะรุ่นคลาสสิก &ldquo;Architecture&rdquo; ออกแบบโดยแบรนด์ชั้นนำของสิงคโปร์ ได้รับแรงบันดาลใจจากบล็อกช่องลม (Breeze Blocks) เป็นเอกลักษณ์ของสิงคโปร์ในช่วงทศวรรษ 1950 และแผ่นป้ายตราปีกนักบินกองทัพอากาศสิงคโปร์ (RSAF Wings Patch) พร้อมชื่อและรหัสเรียกขาน &ldquo;MICKEY&rdquo; ซึ่งเป็นนามเรียกขานทางอากาศของนายกรัฐมนตรี โดยจัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสะท้อนถึงความชื่นชอบด้านการบินของนายกรัฐมนตรี และสื่อถึงความร่วมมือทางทหารอันใกล้ชิดระหว่างกองทัพอากาศสิงคโปร์และกองทัพอากาศไทย</p>

<p>ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม Thailand&ndash;Singapore Leaders&rsquo; Retreat ครั้งที่ 5 นายกรัฐมนตรีทั้งสอง ได้แถลงข่าวร่วมว่าด้วยหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า ไทย - สิงคโปร์ (Joint Statement of Thailand - Singapore Forward-Looking Strategic Partnership) ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือในหลากหลายมิติ ครอบคลุมทั้งด้านทวิภาคี กลาโหม ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนความสัมพันธ์ระดับประชาชน รวมถึงสถานการณ์สำคัญในภูมิภาค&nbsp;</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุม Leaders&rsquo; Retreat ครั้งแรกในรอบ 11 ปี และเป็นการประชุมในช่วงเวลาที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากไทยและสิงคโปร์จะรับหน้าที่ประธานอาเซียนต่อเนื่องในช่วง 2 ปีข้างหน้า จึงมีความรับผิดชอบร่วมกันในการนำพาอาเซียนรับมือกับความท้าทายระดับโลกและเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และยืนยันว่าทั้งสองประเทศจะเดินหน้าความร่วมมือ ภายใต้ 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่&nbsp;<br />
1. สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงทางพลังงาน&ndash;อาหาร ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและพลังงานคาร์บอนต่ำ พร้อมต่อยอดโครงการบูรณาการระบบไฟฟ้า สปป.ลาว&ndash;ไทย&ndash;มาเลเซีย&ndash;สิงคโปร์ เพื่อสนับสนุน ASEAN Power Grid รวมถึงความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ขณะที่ด้านความมั่นคงทางอาหาร ไทยพร้อมเป็นแหล่งอาหารที่เชื่อถือได้ของสิงคโปร์ โดยจะต่อยอดความตกลงจัดส่งข้าวไทย 100,000 ตันภายใน 5 ปี และขยายไปสู่สินค้าอาหารอื่น ๆ<br />
2. เศรษฐกิจ การลงทุน และดิจิทัล กระชับการค้าและการลงทุน โดยส่งเสริมการลงทุนจากสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และโลจิสติกส์ ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงทางการเงิน และ AI รวมถึงสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ของไทย<br />
3. กลาโหมและความมั่นคง เสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคงทางไซเบอร์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ภาคธนาคาร และบริษัทเทคโนโลยี<br />
4. การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ไทยพร้อมสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปีหน้า และประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่างวาระประธานอาเซียนของสิงคโปร์และไทย รวมทั้งร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งและบทบาทของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของภูมิภาคและโลก<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าในอนาคตอันใกล้ เพื่อผลักดันผลจากการหารือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ครั้งนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และแสดงความมุ่งหวังที่จะเดินทางเยือนสิงคโปร์อีกครั้งเพื่อเข้าร่วมการประชุม Leaders&rsquo; Retreat ครั้งต่อไป</p>

<p>สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา ทั้งสองฝ่ายยืนยันบทบาทสำคัญของอาเซียนในการสนับสนุนให้เมียนมามีสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งไทยพร้อมจะมีบทบาทช่วยเป็นสะพานเชื่อมอาเซียนกับเมียนมา ควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการเชิงบวกในเมียนมา (calibrated re-engagement) เพื่อสนับสนุนความพยายามของอาเซียน โดยไทยจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับสิงคโปร์และเมียนมาสนับสนุนให้เกิดพัฒนาการเชิงบวกต่อไป ส่วนความสัมพันธ์ไทย&ndash;กัมพูชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่</p>

<p>ด้านนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า การประชุม Leaders&rsquo; Retreat ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสิงคโปร์กับไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ครอบคลุมและเป็นรูปธรรม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ และมีศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก ทั้งสองฝ่ายมุ่งกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมระบุว่า ผู้นำทั้งสองประเทศได้กำหนดวาระความร่วมมือที่มีวิสัยทัศน์ และเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันจะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมีนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายมาซาโกส ซุลกิฟลี (H.E. Mr. Masagos &nbsp;Zulkifli)รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ร่วมลงนาม ซึ่ง MOU ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ในระดับรัฐมนตรีเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี&nbsp;การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สิงคโปร์ ในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกระดับความร่วมมือด้านสังคมให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสาธารณรัฐสิงคโปร์ภายใต้แนวคิด 3Cs ได้แก่ Co-create (ร่วมสร้าง) Collaborate (ร่วมมือ) และ Cooperate (ร่วมใจ) โดยไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคอาเซียนที่สิงคโปร์มีความประสงค์จะขยายความร่วมมือ ด้วยนโยบายด้านสังคมที่สอดคล้องกัน&nbsp;</p>

<p>สำหรับขอบเขตความร่วมมือภายใต้ MOU นี้ ครอบคลุมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนบุคลากร ข้อมูล องค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านสวัสดิการสังคม การพัฒนาชุมชน การพัฒนาศักยภาพคนพิการ&nbsp;การเสริมพลังและคุ้มครองสตรี และการพัฒนาเด็กและครอบครัว รวมถึงประเด็น &ldquo;1,000 วันแรกของชีวิตเด็ก&rdquo; และการคุ้มครองเด็ก ตลอดจนการศึกษาดูงาน การฝึกอบรม การประชุม และการสัมมนา ทั้งนี้ ยังมีการต่อยอดความร่วมมือด้านสังคมในการรับมือกับความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน</p>

<p>นอกจากนี้ ไทยและสิงคโปร์ ยังเห็นพ้องและประกาศเจตนารมณ์ที่จะจัดทำความตกลงเพิ่มเติมอีก 4 ฉบับ ในอนาคต ครอบคลุมด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางอาหาร และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/2026090363a42c235e0d6a50715671cba4b747ff091418.jpg' type='image/jpg' length='1337188' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.อนุมัติรถไฟทางคู่สายใต้ ชุมพร–สุราษฎร์ฯ–หาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงิน 1.06 แสนล้าน เพิ่มการขนส่ง กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/537727</link>
<guid isPermaLink="false">5a76b074f332593ca29c69bef6e4ed4a</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(1 ก.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 รวม 6 โครงการ&nbsp;<br />
โดยแบ่งเป็นการอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มวงเงินจากเดิมที่เคยขอเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 &nbsp;เนื่องจากกระทรวงคมนาคมรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการสายใต้ใหม่ทั้ง 3 โครงการ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวนและควบคุมคุณภาพโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางผ่านให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน ตลอดจนวางแนวทางโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการปรับปรุงราคาก่อสร้างให้เป็นปัจจุบันตามต้นทุนค่าวัสดุและค่าน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมีการปรับปรุงค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง และค่าชดเชยพืชผลต้นไม้ให้เป็นราคาประเมิน ณ ปัจจุบัน อีกทั้งยังขอปรับเพิ่มวงเงินค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างจากเดิมร้อยละ 2.25 เปลี่ยนเป็นร้อยละ 2.75 ของค่าก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งรัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปี และกระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้พร้อมค้ำประกันภายในประเทศตามความเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้&nbsp;</p>

<p>โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ทั้ง 3 โครงการ ประกอบด้วย&nbsp;<br />
1. โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569-2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท จากเดิม 30,422.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท&nbsp;<br />
2. โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี&ndash;ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569&ndash;2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท ซึ่งเดิมเป็นโครงการสุราษฎร์ธานี&ndash;หาดใหญ่&ndash;สงขลา เคยประเมินวงเงินไว้ 66,270.51 ล้านบาท ถูกทบทวนเป็น 77,556.97 ล้านบาท แต่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเดินหน้าเฉพาะช่วง สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ ก่อน ส่วนช่วง หาดใหญ่&ndash;สงขลา 15,922.42 ล้านบาท ให้ชะลอไว้ จนกว่าจะสามารถดำเนินการผลักดันผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ได้แล้วเสร็จ<br />
3. โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569-2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท จากเดิม 7,772.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท</p>

<p>ทั้งนี้ โครงการยังครอบคลุมการปรับปรุงและพัฒนาระบบอาณัติสัญญาณ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินรถ รวมทั้งรองรับการเพิ่มความถี่ของขบวนรถโดยสารและขบวนรถสินค้าในอนาคตโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของภาคใต้ โดยจะช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ เมืองสำคัญ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่การผลิตตลอดแนวภาคใต้เข้าสู่โครงข่ายรถไฟ<br />
สายหลักของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน เส้นทางช่วงชุมทางหาดใหญ่&ndash;ปาดังเบซาร์ จะช่วยเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟของประเทศไทยกับประเทศมาเลเซียผ่านด่านปาดังเบซาร์ เพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างประเทศ สนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีกจำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย 1. โครงการช่วงปากน้ำโพ&ndash;เด่นชัย 2. โครงการช่วงเด่นชัย&ndash;เชียงใหม่ และ 3. โครงการช่วงชุมทางถนนจิระ&ndash;อุบลราชธานี โดยได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินการทบทวนความเหมาะสมของโครงการ จัดทำกลยุทธ์การตลาด และแผนธุรกิจอย่างรัดกุมตามข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากประเมินว่าข้อมูลประมาณการผู้โดยสารและสินค้าอาจยังมีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป</p>

<p>ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการจัดเตรียมเอกสารประกวดราคา การดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e&ndash;bidding) การพิจารณาข้อเสนอ ตลอดจนการเสนอผลการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความโปร่งใส ความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การรถไฟฯ คาดว่าจะสามารถดำเนินการประกวดราคาและลงนามสัญญาได้ภายในปี 2570 และมีแผนดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จในปี 2576 อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ในพื้นที่หาดใหญ่สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการน้ำและลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม การรถไฟฯ ได้ปรับรูปแบบโครงสร้างทางรถไฟจากคันทาง (Embankment) เป็นโครงสร้างสะพานบก (Viaduct) ในช่วงคลอง ร.1 ถึงคลองอู่ตะเภา ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร การปรับรูปแบบดังกล่าวจะช่วยลดการกีดขวางทางไหลของน้ำ และเปิดพื้นที่ให้น้ำสามารถระบายผ่านใต้แนวทางรถไฟได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำหลากเข้าสู่พื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่แนวคันทางรถไฟอาจมีต่อการระบายน้ำของพื้นที่&nbsp;</p>

<p>อีกทั้ง การใช้โครงสร้างสะพานบกยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบระบายน้ำและการบริหารจัดการน้ำในอนาคต รวมทั้งเพิ่มความมั่นคงของโครงสร้างทางรถไฟ และช่วยให้การเดินรถมีความต่อเนื่องมากขึ้นในสถานการณ์น้ำท่วม สำหรับช่วงชุมทางหาดใหญ่&ndash;สงขลา ระยะทางประมาณ 29.22 กิโลเมตร ที่ต้องแก้ไขปัญหาผู้บุกรุก จะนำไปพิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติในครั้งนี้ จะมุ่งพัฒนาโครงข่ายหลักให้มีความต่อเนื่องตั้งแต่ชุมพร ผ่านสุราษฎร์ธานีและชุมทางหาดใหญ่ ไปจนถึงปาดังเบซาร์ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงโครงข่ายทางรางระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของประเทศไทย จะช่วยให้โครงข่ายรถไฟทางคู่สายใต้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มศักยภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้า เชื่อมโยงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ พร้อมต่อยอดการเชื่อมโยงระบบรางผ่านปาดังเบซาร์สู่ประเทศมาเลเซีย เพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทาง การค้า และการขนส่งทางรางระหว่างประเทศในอนาคต</p>

<p>ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ที่จังหวัดสงขลา ครั้งนี้ กระทรวงคมนาคม&nbsp;ยังได้เดินหน้าก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ของกรมทางหลวงชนบท ภายใต้แนวคิดคมนาคมสีเขียว (Green Transport) ซึ่งทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2572 โดยสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา มีระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร เชื่อมอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา กับอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ช่วยลดระยะทางจากการเดินทางอ้อมประมาณ 80 กิโลเมตร และลดเวลาเดินทางจากเกือบ 2 ชั่วโมง เหลือประมาณ 15 นาที เพิ่มความสะดวกในการเดินทางและขนส่งสินค้า พร้อมเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น</p>

<p>ขณะที่ สะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ระยะทางประมาณ 2.24 กิโลเมตร จะช่วยลดการพึ่งพา แพขนานยนต์ ซึ่งในบางช่วงต้องรอ 2&ndash;3 ชั่วโมง เหลือเวลาข้ามประมาณ 2 นาที ทำให้การเดินทางและขนส่งสินค้ามีความแน่นอนมากขึ้น รวมถึงช่วยให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการอพยพประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้ง 2 โครงการให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของ โลมาอิรวดี มีมาตรการติดตามการเคลื่อนไหวของโลมา ควบคุมตะกอนและคุณภาพน้ำ ตลอดจนลดผลกระทบต่อทรัพยากรประมงและวิถีชีวิตชุมชน เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260902a79bb602709e44bdb22a3bca2454d89f091405.jpg' type='image/jpg' length='1708980' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.สัญจรสงขลา ยกระดับ 5 จังหวัดภาคใต้ เคาะ Quick Win 4 ด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงรับมือภัยพิบัติ เดินหน้าประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/537725</link>
<guid isPermaLink="false">0c4a24567eecee084151083812f973a4</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 09:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(1 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ติดตามการดำเนินงาน และรับฟังข้อเสนอจากประชาชนและทุกภาคส่วนในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที โดยครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อทำให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค ดังนี้&nbsp;</p>

<p>ด้านเศรษฐกิจ มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเร่งปลดล็อกข้อจำกัดและอุปสรรคทางธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ได้แก่&nbsp;<br />
1) ให้กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษี โดยปรับปรุงเงื่อนไขเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาการดำเนินการของเงินกู้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ 5 จังหวัด และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ สำหรับผู้ประกอบการในช่วงฟื้นฟูน้ำท่วม จากเดิมที่ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน ได้มีการพิจารณาขยายผลตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้มีมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่องในช่วงที่ยังไม่มีรายได้ โดยนอกจากจะปลอดดอกเบี้ยแล้ว รัฐจะช่วยออกดอกเบี้ยให้อีกคนละครึ่ง (50:50) และธนาคารออมสินได้เตรียมปล่อยสินเชื่อระยะยาว 5 ปี สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว<br />
2) ให้กระทรวงมหาดไทย จัดทำผังเมือง 5 จังหวัดให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่โดยการจัดทำผังเมืองของจังหวัดสงขลาและปัตตานีให้ดำเนินการสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่สงขลาและปัตตานี และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) จังหวัดสงขลาและปัตตานี&nbsp;<br />
3) ให้กระทรวงคมนาคมขุดลอกร่องน้ำของท่าเรือสงขลาและปัตตานีให้ลึกประมาณ 9 - 10 เมตร เพื่อให้สามารถรับเรือสินค้าขนาดใหญ่และรองรับการระบายน้ำในพื้นที่&nbsp;<br />
4) ให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านชายแดนไทย - มาเลเซียทางบกและปรับรูปแบบ ตม.2 และ ตม.3 เป็นรูปแบบออนไลน์และลงทะเบียนล่วงหน้าได้ 3 วันล่วงหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว รวมทั้งปรับระบบศุลกากรให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดน&nbsp;<br />
5) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริหารจัดการการทำประมงพื้นบ้านเพื่อลดผลกระทบจากการทำประมงพื้นบ้านในพื้นที่อุทยาน&nbsp;<br />
6) ให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งศูนย์ One Stop Service สำหรับการจัดการแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ&nbsp;<br />
7) ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานส่งเสริมและ Package การท่องเที่ยวด้านอาหารพื้นถิ่นของ&nbsp;5 จังหวัด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และเอกลักษณ์ของท้องถิ่น&nbsp;<br />
8) ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ขยายมาตรการช่วยเหลือและส่งเสริมการลงทุน ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570<br />
- 31 ธันวาคม 2572</p>

<p>ด้านสังคม เดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ และเร่งหารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบการ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) ให้กระทรวงสาธารณสุข เร่งรัดการออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 วงเงิน 250 ล้านบาท&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2) ให้กระทรวงแรงงาน เร่งรัดการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแรงงานระหว่างไทย-มาเลเซียเพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการทำงานของแรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย ทบทวนระเบียบและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพื่อนำเข้าแรงงานทดแทนและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3) ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยบูรณาการความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรร่วมระหว่างวิทยาลัยชุมชนและมหาวิทยาลัย พร้อมจัดทำ Journey Map&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;4) แก้ไขปัญหาความยากจน โดยให้จังหวัดประสานความร่วมมือกับหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เพื่อให้ความช่วยเหลือครัวเรือนเป้าหมายอย่างทั่วถึงและตรงตามความต้องการ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;5) ซ่อมแซมและพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กลุ่มเปราะบางให้จังหวัดร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรวจสอบสถานะที่ดินและข้อจำกัดทางกฎหมายให้ได้ข้อยุติเป็นรายพื้นที่ สำหรับพื้นที่ที่รองรับการอยู่อาศัยได้&nbsp;ให้เร่งรัดหน่วยงานที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ช่วยสนับสนุนการดำเนินการจัดการเอกสารการให้ใช้ที่ดินให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมอบกรรมสิทธิ์ ส่วนพื้นที่ที่รองรับไม่ได้ให้จัดหาพื้นที่ที่เหมาะสม ติดตามผลให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายปี 2570 - 2571 และให้ประสานสถาบันศาสนาและหน่วยงานทหารสนับสนุนกำลังพลในการซ่อมแซมบ้านให้กลุ่มเปราะบาง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;6) ให้กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดมาตรการพัฒนาการศึกษาโรงเรียนตาดีกา โดยศึกษาแนวทางนำเข้าสู่ระบบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณ และมาตรการช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) โดยใช้กลไกวิทยาลัยชุมชนในการดูแล พัฒนาทักษะ และสร้างโอกาสให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือการประกอบอาชีพ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;7) ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ โดยกำหนดแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดและเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างทั่วถึงและตรงกลุ่มเป้าหมาย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;8) ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาลิงในแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับพื้นที่&nbsp;</p>

<p>ด้านความมั่นคง เดินหน้าสร้างความมั่นคงควบคู่กับการทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกออกจากประชาชน โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เพื่อสร้างความสงบ สร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน และประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) ให้กระทรวงมหาดไทย เป็นศูนย์ปฏิบัติการอำเภอและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เป็นแนวหน้าในการรับแจ้งและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับและเพิ่มทักษะให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อเป็นเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ที่ช่วยสนับสนุนความมั่นใจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ จัดหาและติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้ง จำนวน 164 ระบบให้กับชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.)&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2) ให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง (อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี) ให้เป็นด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint)<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านภัยพิบัติ จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี วงเงิน 20 ล้านบาท โครงการการเพิ่มประสิทธิภาพ ระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงิน 25.9 ล้านบาท และของเทศบาลเมืองควนลัง วงเงิน 21.1 ล้านบาท เห็นชอบการดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน วงเงิน 75 ล้านบาท</p>

<p>นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอบในหลักการการจัดให้มี &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; และ ให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้กับประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับกรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือนและคุ้มครองการเสียชีวิต โดยจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยา ไปสู่ ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน โดยแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิม เปลี่ยนจากการ &ldquo;รอเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ&rdquo; ไปสู่การ &ldquo;เตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า&rdquo;</p>

<p>ทั้งนี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่วงเงินความคุ้มครองอยู่ที่ 75,000 ล้านบาทต่อปี ที่ผ่านมา รัฐใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและเยียวยาประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี&nbsp;<br />
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่รัฐต้องใช้ในการเยียวยา ค่าพยาบาล ถุงยังชีพ และการจัดตั้งศูนย์พักพิงเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว ถือว่าเป็นวงเงินที่น้อยกว่า แนวทางดังกล่าวจึงเป็นการปรับรูปแบบการบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้รัฐใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มความคุ้มครองและสร้างหลักประกันให้กับประชาชนได้มากขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202609025c1a7afe94bfa6721930633f48351af1090929.jpg' type='image/jpg' length='1634096' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[หน่วยงานรัฐเร่งพัฒนาทุกมิติ ความมั่นคง เศรษฐกิจ อาชีพ คุณภาพชีวิต สาธารณสุข คมนาคม ท่องเที่ยว ผลักดันสงขลาเป็นพื้นที่แห่งโอกาส]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/537374</link>
<guid isPermaLink="false">deb7a0a80f54b845775336af14ee7ee6</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 09:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(31 ส.ค. 69) ในช่วงก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา คณะรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดสงขลาและกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ณ ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี รับฟังสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยย้ำถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกภาคส่วนต้องมองภัยคุกคามและสถานการณ์ในภาพเดียวกัน เพื่อกำหนดแนวทางและการปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยยึดหลัก &ldquo;ปรับ&ndash;พิทักษ์&ndash;ปราบ&rdquo; ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ส่วนมิติการพัฒนาและการสร้างความเข้าใจกับประชาชน เห็นควรให้ปรับแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของพื้นที่มากขึ้น นำแนวคิดด้านการตลาดและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบแคมเปญ โครงการ และกิจกรรมที่เข้าถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ให้ความสำคัญกับสิทธิและสวัสดิการของครอบครัวเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะสิทธิการรักษาพยาบาลของบิดาและมารดา ซึ่งได้ผลักดันแนวทาง &ldquo;บัตรทองฮีโร่&rdquo; เพื่อให้บิดามารดาของเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตยังคงได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลตามสิทธิเดิม&nbsp;</p>

<p>นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิด &ldquo;มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SME ไทยโตยั่งยืน&rdquo; ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดสงขลา โดยมีการจัดกิจกรรม รับฟัง-ผนึกกำลัง-ดูแลผู้ประกอบการ SME ด้วยใจ (Coffee Talk) นายวราวุธ กล่าวว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) พร้อมสนับสนุนสินเชื่อและองค์ความรู้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถดำเนินธุรกิจและเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อชุมชน การจ้างงานคนพิการและผู้สูงอายุ รวมถึงมาตรฐานและเงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศ SME ไทยต้องเรียนรู้และปรับตัวต่อกติกาการค้า เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวสู่ตลาดโลก โดยให้ความสำคัญในการใช้เทคโนโลยี อินฟลูเอนเซอร์ และ Upskill&ndash;Reskill&nbsp;<br />
เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคแต่ละช่วงวัย&nbsp;</p>

<p>นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์กองทุนสวนยาง จังหวัดสงขลา พร้อมมอบนโยบายการยกระดับรายได้ชาวสวนยางโดยการทำสวนยางอารยเกษตร ซึ่งเป็นวิธีทำที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีและงานวิจัยเพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน สนับสนุนชาวสวนยางรายย่อยปรับรูปแบบการทำสวนยางจากการปลูกยางเชิงเดี่ยวที่พึ่งพารายได้จากผลผลิตยางเพียงอย่างเดียว สู่การใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า ผ่านการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ประมง หรือทำกิจกรรมทางการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพของ แต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเกษตรกรชาวสวนยางมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยางพารายังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และเป็น 1 ใน 7 ชนิดสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะนำเข้าสหภาพยุโรป และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ตามกฎหมาย EUDR ได้ ปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรป ได้จัดไทยอยู่กลุ่ม &ldquo;Low-Risk&rdquo; ที่เป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำ ทำให้สินค้ายางไทยถูกสุ่มตรวจที่ด่านศุลกากรของสหภาพยุโรป เพียง 1% ซึ่งช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาให้ผู้นำเข้าโดยตรง อีกทั้ง นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดกิจกรรม &ldquo;สร้างการรับรู้การเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนจังหวัดสงขลา&rdquo; ณ ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลท่าช้าง ถือเป็นกลไกสำคัญในระดับพื้นที่ ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และให้บริการด้านดินและปุ๋ยแก่เกษตรกร สามารถตรวจวิเคราะห์ดิน ผลิตปุ๋ยสั่งตัดตามค่าวิเคราะห์ดิน และการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยได้อย่างชัดเจน เป้าหมายสำคัญต่อจากนี้ คือ การขยายผลความสำเร็จของศูนย์ต้นแบบไปยังพื้นที่อื่น และพัฒนาให้ก้าวสู่การเป็น &ldquo;Service Provider ด้านดินและปุ๋ย<br />
ของชุมชน&rdquo; ที่สามารถให้บริการเกษตรกรได้ครบวงจร มีมาตรฐาน และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่&nbsp;</p>

<p>นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามการดำเนินงานโครงการปรับปรุงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนพรุสาคู บ้านไร่ ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเพิ่มความจุกักเก็บน้ำจาก 25,000 เป็น 129,000 ลูกบาศก์เมตร และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจาก 78 เป็น 170 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที&nbsp;ทำให้สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงที่ต้องการ และเร่งระบายน้ำได้ดีขึ้นในช่วงฝนตกหนัก ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมขังในพื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 550 ไร่ รวม 476 ครัวเรือน นอกจากนี้ได้ติดตาม โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน บ้านทุ่งฆ้อ ที่ช่วยให้ประชาชนมี &ldquo;น้ำสะอาดใกล้บ้าน&rdquo; ทั้งบ่อน้ำบาดาล ระบบประปาบาดาล และระบบกรองน้ำดื่มแบบรีเวิร์สออสโมซิส (RO) สามารถผลิตน้ำได้ 83,220 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ครอบคลุม 438 ครัวเรือน หรือ 1,259 คน เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและเป็นแหล่งน้ำสำรองเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน&nbsp;</p>

<p>พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตรวจเยี่ยมเรือนจำกลางจังหวัดสงขลา และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสงขลา เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการคุมประพฤติ การฟื้นฟูและแก้ไขพฤติกรรมผู้กระทำผิด พร้อมย้ำให้สำนักงานยุติธรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือประชาชนและเยียวยาผู้เสียหาย คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเสมอภาค สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม รวมถึงสั่งการให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 และศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค 9 ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เร่งดำเนินการปราบปราม แก้ไขปัญหายาเสพติด และอาชญากรรม ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นภัยแทรกซ้อนสำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อการก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และความปลอดภัยของสังคม&nbsp;<br />
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีรับมอบชุดสายรัดตัวสำหรับดำน้ำ และอุปกรณ์ Stainless Steel Neck Ring Assembly จากบริษัท ปตท. สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด พร้อมมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านการประเมินรับรองความรู้ความสามารถ โครงการ &ldquo;1 หมู่บ้าน 1 ช่างไฟฟ้า&rdquo; ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อพัฒนากำลังแรงงานให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทักษะด้านการเชื่อมและตัดโลหะใต้น้ำ ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะทางที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและมีโอกาสสร้างรายได้ให้แก่แรงงาน การได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากภาคเอกชนในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการฝึกอบรมและยกระดับทักษะของแรงงานให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่ และรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้</p>

<p>นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย ที่จังหวัดสงขลา ตามนโยบาย พม. 8 ด้าน &ldquo;สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส&nbsp;<br />
เพื่อคนไทยทุกคน&rdquo; โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงสำหรับผู้มีรายได้น้อย และลงพื้นที่&nbsp;ณ สหกรณ์เคหะสถานเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองพะตง จำกัด ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ เพื่อพบปะให้กำลังใจ ชาวชุมชน และมอบนโยบาย &ldquo;พลิกฟื้นคุณภาพชีวิต สร้างสิทธิที่อยู่อาศัยที่มั่นคง เพื่อชุมชนริมรางรถไฟ ภาคใต้ 9 จังหวัด 15,168 ครัวเรือน&rdquo; นอกจากนี้ ได้เปิดกิจกรรม &ldquo;พม. Care&hellip;เพื่อที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&rdquo; พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการสังคมตามภารกิจกระทรวง พม. ให้กับชาวชุมชน และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ เพื่อช่วยยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี และเปิดกิจกรรม &ldquo;สร้าง เสริม เติมแต่ง รวมใจปรับโฉมใหม่ให้ชุมชน&rdquo; และกิจกรรม Kick Off การขับเคลื่อนโคก หนอง นา : ปลูกไม้ยืนต้น พืชสมุนไพร และร่วมสร้างเกษตรปลอดภัย เพื่อสร้างคลังอาหารชุมชน&nbsp;</p>

<p>นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;1 จังหวัด&nbsp;1 โรงพยาบาล&rdquo; (One Province One Hospital) ที่โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันเสมือนเป็นโรงพยาบาลเดียว ให้ประชาชนได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลใกล้บ้าน ภายใต้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจังหวัดสงขลา ได้กำหนดเป้าหมาย &ldquo;ลดตาย ลดแออัด ลดรอคอย เข้าถึงบริการ&rdquo; บริหารจัดการและส่งต่อผู้ป่วย ภายใต้เครือข่ายบริการของโรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลา ซึ่งปี 2570 มีแผนยกระดับโรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลาให้สามารถบริการได้ทัดเทียมโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และรับส่งต่อผู้ป่วยของโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 12 ขณะที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จะยกระดับเป็นโรงพยาบาลทั่วไป เป็นศูนย์กลางรองรับพื้นที่ชายแดนใต้ ส่วนโรงพยาบาลสะเดา รองรับพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษระหว่างประเทศและโรงพยาบาลรัตภูมิ รองรับพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัด</p>

<p>นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เยี่ยมชมสำนักงานองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บริเวณโรงสีแดง หับ โห้ หิ้น จังหวัดสงขลา รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาด่านสะเดาและการเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามแดน การแก้ไขปัญหาความล่าช้าและข้อจำกัดด้านบุคลากร การปรับปรุงระบบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวและการขนส่งนักท่องเที่ยว เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์และเอื้อต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับแนวทางฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจบริเวณด่านนอก การส่งเสริมการตลาดเพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ตลอดจนการนำจุดแข็งด้านอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม กระจายรายได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน ส่วนด้านกีฬา มีข้อเสนอถึงความจำเป็นในการเร่งซ่อมแซมและพัฒนาสนามกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนเข้าถึงกิจกรรมกีฬา ควบคู่กับการนำการแข่งขันและกิจกรรมกีฬามาต่อยอดเป็น &ldquo;Sport Tourism&rdquo; สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนแก่ชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น</p>

<p>นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่ง กำชับให้กรมการขนส่งทางบก เร่งยกระดับและพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ด้วยการปรับปรุงเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทาง จัดทำระบบรถเชื่อมต่อ (Feeder) แก้ไขจุดอับการเดินทางที่ไม่ครอบคลุม และเตรียมพร้อมในการรองรับการเติบโตของเมืองและประชากรที่จะเพิ่มขึ้น จากการขยายโครงข่ายรถไฟทางคู่และระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ในอนาคต และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่เดินหน้าผลักดันโครงการ Digital Tower ในรูปแบบ Remote Tower ซึ่งเหมาะสำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินน้อย ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริการควบคุมจราจรทางอากาศเขตสนามบินระยะไกล จากศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ ไปยังท่าอากาศยานเบตงและนราธิวาส โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย ภายในปี 2571 ภายใต้งบประมาณ 191.42 ล้านบาท นอกจากนี้ได้ประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้อากาศยานขึ้นลงบนผิวน้ำ หรือ Seaplane ในพื้นที่จังหวัดฝั่งอันดามัน ถือเป็นการ Kick Off การขับเคลื่อน Seaplane&nbsp;</p>

<p>ในพื้นที่จังหวัดสตูล และจังหวัดฝั่งอันดามัน โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดความคืบหน้าและสำเร็จภายในปีนี้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง &ldquo;การท่องเที่ยวมูลค่าสูง&rdquo; (High-Value Tourism) มุ่งเชื่อมโยงการเดินทางอย่างไร้รอยต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและพื้นที่เกาะสำคัญของฝั่งอันดามัน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202609010e2a581db116bb3b856aa6d605ce82fa091524.jpg' type='image/jpg' length='1645486' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นายกฯ” ลงพื้นที่รับฟัง แก้ปัญหา 5 จังหวัดภาคใต้ ป้องกันอุทกภัย เดินหน้าสะพาน 2 แห่ง เชื่อมคมนาคม ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/537371</link>
<guid isPermaLink="false">5313783ce9ad5301e75f27f98a334932</guid>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 09:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(31 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ก่อนการประชุม ครม.สัญจร โดยให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อสร้างความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ)&nbsp;</p>

<p>ติดตามการฟื้นฟูคลองระบายน้ำ ร.1 และระบบป้องกันอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ หลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมปี 2568 โดยรัฐบาลเร่งแก้ไขจุดคอขวด ขุดลอกคลอง กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมบูรณาการข้อมูลฝน ปริมาณน้ำ และสภาพอากาศ เพื่อให้การประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยมีความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น สำหรับคลอง ร.1 กรมชลประทานได้เร่งซ่อมแซมผนังคอนกรีตและเสริมความแข็งแรงของคันคลองด้วย Sheet Pile ประมาณ 5,000 แผ่น ตลอดแนวกว่า 2 กิโลเมตร และขุดลอกคลองสายสำคัญ ซึ่งโครงการซ่อมแซมคลอง ร.1&nbsp;มีวงเงิน 400 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูระบบชลประทานภาคใต้รวม 66 โครงการ วงเงินกว่า 821 ล้านบาท ขณะที่แผนระยะยาวจะพัฒนาคลองผันน้ำเส้นใหม่ความยาว 53 กิโลเมตร รองรับการระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงนำระบบพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมด้วย Machine Learning มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เส้นทางอพยพ และศูนย์พักพิงให้พร้อม ลดขั้นตอนการช่วยเหลือและเยียวยา เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องไม่ใช่เพียงการรับมือเฉพาะหน้า แต่ต้องวางระบบที่มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว</p>

<p>จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อม อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา กับ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคใต้ ภายใต้แนวคิด &ldquo;Green Transport&rdquo; มุ่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เนื่องจากทั้ง 2 โครงการไม่ใช่เพียงการสร้างสะพานเพื่อเชื่อมการเดินทาง แต่เป็น &ldquo;สะพานแห่งโอกาส&rdquo; ที่จะช่วยลดระยะทางและเวลาเดินทาง เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการสัญจรและขนส่งสินค้า เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยเฉพาะพื้นที่เกาะลันตาที่ปัจจุบันยังพึ่งพาการเดินทางด้วยแพขนานยนต์ โดยสะพาน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งสองแห่งจะช่วยเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพิ่มศักยภาพพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลาและเกาะลันตา กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้สู่ชุมชน และช่วยลดต้นทุน ด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคใต้</p>

<p>รัฐบาลย้ำว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะต้องไม่แลกกับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของโลมาอิรวดีและมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ จึงกำหนดให้การก่อสร้างดำเนินภายใต้มาตรฐานและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด พร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและชุมชน<br />
ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาการคมนาคม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว สามารถเติบโตไปพร้อมกับการอนุรักษ์ธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน</p>

<p>นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นและแนวทางพัฒนา 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี โดยนำปัญหาและข้อเสนอจากพื้นที่ มาพิจารณาใน 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ เพื่อให้ข้อเสนอสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่มาตรการเร่งด่วนจนถึงการวางรากฐานระยะยาว&nbsp;</p>

<p>ด้านเศรษฐกิจ มีข้อเสนอให้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังอุทกภัย เชื่อมโยงเส้นทางสตูล&ndash;เปอร์ลิส ลดต้นทุนภาคเกษตรและประมง พัฒนาตลาดกลางและระบบห้องเย็น ขุดลอกร่องน้ำสงขลาและปัตตานี พัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ รวมถึงส่งเสริมการลงทุนด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ One Stop Service และแก้ไขข้อจำกัดด้านการค้าชายแดน โดยเฉพาะด่านสะเดา</p>

<p>ด้านสังคม มุ่งแก้ปัญหายาเสพติดและสุขภาพจิต พัฒนาศูนย์บำบัดและฟื้นฟูแบบครบวงจร ผลักดันโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 สู่ศูนย์กลางการแพทย์ หรือ Med Hub พัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับตลาด ดูแลแรงงานไทยในมาเลเซีย ผู้สูงอายุ เด็กนอกระบบ และครัวเรือนยากจน รวมถึงเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐเพื่อให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>

<p>ด้านความมั่นคง มีข้อเสนอพัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง จ.ปัตตานี เป็น Smart Checkpoint ใช้ระบบ CCTV, X-Ray และ Biometrics เชื่อมกับฐานข้อมูลกลางของรัฐ ควบคู่กับการสนับสนุนอุปกรณ์ให้ชุดคุ้มครองตำบล การสร้างเครือข่ายข่าวภาคประชาชน และการบูรณาการ ศอ.บต. กอ.รมน. กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการในการป้องกันปัญหาความไม่สงบอย่างเป็นระบบ</p>

<p>ด้านภัยพิบัติ เสนอเร่งแก้ข้อจำกัดของระบบระบายน้ำ เครื่องจักรและกำลังบุคลากร ระบบแจ้งเตือนภัย และความล่าช้าในการเยียวยา พร้อมผลักดันงบประมาณเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำหาดใหญ่และควนลัง เร่งซ่อมแซมถนนที่เสียหายจากภัยพิบัติ 45 โครงการ และสนับสนุนงบประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์ พักพิงชั่วคราวในจังหวัดปัตตานี</p>

<p>อีกทั้งได้รับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนาจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยย้ำว่า หากสร้างสันติสุขและความปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน จะเปิดโอกาสให้พื้นที่พัฒนาได้เต็มศักยภาพ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว การเกษตร และการประมง พร้อมเน้นว่า ความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมสามารถเป็นพลังของชุมชนได้ โดยการสร้างสันติสุขต้องอาศัยคนในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญ ภายใต้หลัก &ldquo;ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพ ทุกข้อเสนอต้องมีคำตอบ&rdquo; เพื่อให้การรับฟังนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้ง กำชับว่า เรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้ให้เร่งทำทันที ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานให้บูรณาการการทำงานเพื่อลดขั้นตอนและข้อจำกัด โดยข้อสรุปทั้งหมดจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพื่อผลักดันเป็นโครงการ มาตรการ และงบประมาณที่ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>

<p>ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ณ พื้นที่ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของจุดผ่านแดน ตลอดจนหารือแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ โดยมุ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้าข้ามแดน เพื่อสนับสนุนการค้า การเชื่อมโยง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณชายแดน<br />
ไทย &ndash; มาเลเซีย</p>

<p>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ติดตามการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเน้นโครงการ &ldquo;ธนาคารปูม้า&rdquo; &ldquo;โดมปะการัง&rdquo; และการอนุรักษ์โลมาอิรวดี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มรายได้ให้ชุมชน โดยทางกระทรวง อว. เตรียมต่อยอดโครงการธนาคารปูม้าด้วยเทคโนโลยี Digital Twin เพื่อวิเคราะห์สภาพน้ำและอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยปูม้าและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมเชื่อมโยงอุทยานวิทยาศาสตร์และสตาร์ตอัป เพื่อพัฒนาการแปรรูป เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ รวมทั้งผลักดันภาคใต้เป็น &ldquo;Living Lab&rdquo; ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด Nature Positive</p>

<p>ปัจจุบันโครงการ &ldquo;คืนปูม้าสู่ทะเลไทย&rdquo; ขยายธนาคารปูม้าแล้ว 565 แห่ง ครอบคลุม 20 จังหวัดชายฝั่ง ทั่วประเทศ ส่งผลให้ปริมาณปูม้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 67% และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ 52 แห่ง ขณะที่นวัตกรรม&nbsp;<br />
&ldquo;โดมปะการัง&rdquo; ช่วยลดพลังงานคลื่น ฟื้นฟูชายฝั่งและเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ พบสัตว์น้ำแล้ว 64 ชนิด ชายหาดฟื้นตัวเพิ่มขึ้น 2.99 ไร่ และอยู่ระหว่างจัดวางโดมปะการังเพิ่มเติมอีก 797 แท่งในพื้นที่จังหวัดสงขลา</p>

<p>นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และชุมชน ยังช่วยขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งการฟื้นฟูทรัพยากร การสร้างอาชีพและรายได้ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยดำเนินงานใน 4 จังหวัดภาคใต้ รวม 112 แห่ง ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา โอกาสนี้&nbsp;ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบเกียรติบัตรแก่นักวิจัยผลงานเด่น 24 ผลงาน และมอบตราสัญลักษณ์ &ldquo;Local Growth Engine&rdquo; แก่ธนาคารปูม้า 28 แห่งใน 6 จังหวัดภาคใต้ สะท้อนการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาใช้ฟื้นฟูทรัพยากร สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/2026090145fbd808870878c0b3ba6dd85a883c44091132.jpg' type='image/jpg' length='1600272' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิพัฒน์ - ยศชนัน - สีหศักดิ์ - วราวุธ” ระดมความคิดเห็น 5 จังหวัดภาคใต้ รับฟังปัญหา เสนอแนวทางพัฒนา ยกระดับเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง รับมือภัยพิบัติ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/536970</link>
<guid isPermaLink="false">132c5b908a8637cf4ba360cae9791258</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(30 ส.ค. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ ระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่&nbsp;5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ภายใต้นโยบายรัฐบาล 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านความมั่นคง และด้านภัยพิบัติ โดยกลุ่มด้านความมั่นคง มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน ด้านสังคม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน และด้านเศรษฐกิจ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน&nbsp;การประชุมครั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องร่วมกันสะท้อนปัญหาเชิงพื้นที่ของ 5 จังหวัดภาคใต้ และกำหนดแนวทางการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาตรงกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ผลการหารือ พบว่า ปัญหาในพื้นที่มีความเชื่อมโยงกันหลายมิติ ทั้งความมั่นคง ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และภัยพิบัติ จึงจำเป็นต้องแก้ไขแบบ &ldquo;ทั้งระบบ&rdquo; โดยมีข้อเสนอสำคัญเพื่อผลักดันให้เกิดผลในระดับนโยบาย ได้แก่&nbsp;</p>

<p>ด้านภัยพิบัติ เน้นบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้ง 5 จังหวัดเห็นตรงกันว่า &ldquo;น้ำ&rdquo; เป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ระบบระบายน้ำไม่เพียงพอ ร่องน้ำตื้นเขิน และสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงบางพื้นที่ที่อยู่ปลายน้ำและต้องรองรับมวลน้ำจากจังหวัดใกล้เคียง จึงเสนอให้ปรับระบบบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางน้ำ สำรวจจุดเสี่ยง ขุดลอกคูคลอง พัฒนาแก้มลิงและพื้นที่รับน้ำ รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เสนอให้เพิ่มความพร้อมด้านเครื่องจักร ยานพาหนะ อุปกรณ์กู้ภัย และบุคลากร โดยจัดทำบัญชีทรัพยากรสาธารณภัยตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น เพื่อให้สามารถระดมกำลังและทรัพยากรเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยขนาดใหญ่&nbsp;และซักซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกันอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือการยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยแบบ Real Time และ Area-based หลังพบว่าข้อมูลระดับน้ำ ปริมาณฝน และข้อมูลจากหลายหน่วยงานยังเชื่อมโยงกันไม่เต็มที่ จึงเสนอให้ขยายสถานีตรวจวัด พัฒนาระบบติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และนำเทคโนโลยี เช่น Cell Broadcast, Dashboard, ไซเรน และหอเตือนภัย มาใช้ร่วมกัน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลกลางที่ระบุพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเปราะบาง เส้นทางสัญจร และจุดอพยพ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคง เร่งแก้ปัญหายาเสพติด ความไม่สงบ อาชญากรรมข้ามชาติ โดยกำหนดโจทย์สำคัญ&nbsp;5 ด้าน ได้แก่</p>

<p>ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความมั่นคงชายแดน ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน และปัญหายาเสพติด ซึ่งปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชนและข้อจำกัดด้านการบำบัดฟื้นฟู จึงเสนอให้จัดตั้งศูนย์พักคอยผู้ผ่านการบำบัด หรือ Community Isolation (CI) เพื่อดูแลต่อเนื่องทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการฝึกอาชีพ ก่อนกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอให้เดินหน้าทั้งมาตรการด้านความปลอดภัยและการแก้ปัญหารากฐาน สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ยกระดับการศึกษา เพิ่มโอกาสด้านอาชีพและคุณภาพชีวิต รวมถึงเปิดช่องทางให้ผู้เห็นต่างที่ต้องการยุติบทบาทและกลับคืนสู่สังคม สามารถเข้าสู่กระบวนการที่ชัดเจนและเป็นธรรม สำหรับความมั่นคงชายแดน เน้นรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมือง และการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย ด้วยเทคโนโลยี Biometrics ระบบอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ (LPR) CCTV และ X-ray พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน พัฒนาด่านชายแดนสู่ Smart Checkpoint และเพิ่มความร่วมมือกับมาเลเซีย เพื่อยกระดับความปลอดภัยควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการเดินทาง</p>

<p>ด้านสังคม เน้นการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ภายใต้นโยบาย Zero Dropout การยกระดับทักษะแรงงาน Upskill/Reskill การแก้ปัญหาความแออัดของโรงพยาบาล การเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการเพิ่มศูนย์บำบัดฟื้นฟูเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะด้านแรงงาน&nbsp;ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การส่งเสริมการจับคู่แรงงานกับสถานประกอบการ (Job Matching) การพัฒนาทักษะอาชีพตลอดช่วงชีวิต ตลอดจนการส่งเสริมการจ้างงานเร่งด่วนสำหรับผู้ประสบภัย รวมถึงการสำรวจความต้องการแรงงานเป็นรายบุคคล เพื่อจับคู่งานที่เหมาะสมกับศักยภาพของประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างโอกาสด้านอาชีพและรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นระบบ โดยส่งเสริมการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคในกระบวนการนำเข้าแรงงาน รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการบริหารจัดการแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>ด้านเศรษฐกิจ เสนอให้เร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภาคใต้ ได้แก่ ท่าเรือน้ำลึกสงขลาและปัตตานี สนามบินยะลา โครงการมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และการพัฒนาด่านชายแดน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคม การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านนอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาว หรือ Soft Loan พร้อมมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการ ปรับแก้ผังเมืองที่เป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนและการตั้งโรงงาน ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวบนฐานพหุวัฒนธรรม และ MICE รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น ตลอดจนปรับปรุงกฎหมายประมงที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับบริบทและสภาพเศรษฐกิจของพื้นที่</p>

<p>ทั้งนี้ ข้อเสนอจากทั้ง 5 จังหวัดจะถูกนำเสนอต่อรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในการประชุม ครม.สัญจรนอกสถานที่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 เพื่อพิจารณาผลักดันสู่การดำเนินงานในระดับนโยบาย โดยมุ่งให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรม ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพิ่มความปลอดภัย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับความพร้อมของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ให้สามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p>

<p>นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้ลงพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ติดตามการแก้ไขและป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณจุดพักรถริมทางหลวงหมายเลข 43 เนื่องจากเป็นเส้นทางสายหลักเชื่อมจังหวัดสงขลากับปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลเทพา รับฟังสถานการณ์ความเสียหายจากอุทกภัย ความต้องการด้านสาธารณสุข ปัญหาการจราจรและการเข้าถึงโรงพยาบาล เพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเส้นทางเข้าสู่โรงพยาบาลต้องทำให้รถพยาบาลเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วงเกิดภัยพิบัติ เพื่อสร้างความมั่นคงในการเดินทางให้กับประชาชนจังหวัดสงขลาและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาปรับปรุงท่าเรือสงขลา เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ ให้เป็นประตูการค้าอ่าวไทยตอนล่าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการรองรับตู้สินค้าและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย และสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่อ่าวไทยตอนล่าง รวมทั้งการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดร่องน้ำตื้นเขิน เพื่อให้เรือขนส่งสินค้า สามารถเข้า - ออกท่าเรือได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็วขึ้น&nbsp;</p>

<p>นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เยี่ยมชม ศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) แห่งที่ 2 สำหรับเฝ้าระวังน้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา โดยศูนย์แห่งนี้มีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำและคาดการณ์สภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มอุทกภัยและภัยแล้ง และส่งต่อระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ที่แม่นยำให้แก่ชุมชน เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ ยังมีระบบติดตามระดับความเค็มในทะเลสาบสงขลา ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรในพื้นที่รอบทะเลสาบกว่า 300,000 ไร่ และมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการอนุรักษ์ &ldquo;โลมาอิรวดี&rdquo; สัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ที่พบได้ในทะเลสาบสงขลาเพียงแห่งเดียวในไทย และเป็น 1 ใน 5 แหล่งน้ำจืดของโลกที่พบโลมาชนิดนี้รับพร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอของสมาคมกุ้งไทย ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมกุ้งไทยเผชิญปัญหาเรื่องโรคกุ้งอย่างหนัก จึงเสนอการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเพาะเลี้ยงกุ้ง และตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.)&nbsp;ที่อำเภอไชยา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศไทยผ่านการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</p>

<p>นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;<br />
ลงพื้นที่ติดตามแผนโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลสาบสงขลา พื้นที่บริเวณวัดโคกเปี้ยว หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งริมทะเลสาบสงขลา&nbsp;ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของศาสนสถานและอาคารบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ตำบลเกาะยอมาอย่างต่อเนื่อง การดำเนินโครงการนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงปลอดภัยพื้นที่ชายฝั่ง ป้องกันการสูญเสียพื้นที่ดินจากการกัดเซาะ ตลอดจนเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และยังส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลเกาะยอให้ดียิ่งขึ้น</p>

<p>นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยังได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาติดตาม &nbsp;ความคืบหน้าการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรม 8 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวมถึงสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนชุดไทยพระราชนิยมและผ้าไทย สำรวจข้อมูลศิลปะการแสดงพื้นบ้าน การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) และ UNSEEN THAI THAI เสน่ห์วัฒนธรรมทั่วไทย พร้อมรับฟังแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2570 โดยเฉพาะโครงการที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกและประโยชน์แก่ประชาชนในแต่ละจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงแผนพัฒนา Museum Product ของสำนักศิลปากรในพื้นที่ เพื่อยกระดับพิพิธภัณฑ์ให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอและความต้องการจากพื้นที่ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาสนับสนุนและพัฒนาให้ตอบโจทย์ประชาชนและนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังติดตามความคืบหน้าการผลักดันเมืองเก่าสงขลาให้เป็นมรดกโลก เพื่อยกระดับจังหวัดสงขลาให้เป็นหมุดหมายสำคัญทางท่องเที่ยวภาคใต้</p>

<p>นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามการทำงานและรับฟังปัญหาผู้ประกอบการ ยกระดับศูนย์เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs และรายย่อย ตั้งแต่การพัฒนาสินค้าจนถึงการเชื่อมโยงตลาด โจทย์ SMEs วันนี้ไม่ใช่แค่ &ldquo;ผลิตให้ได้&rdquo; แต่ต้อง &ldquo;ผลิตให้เป็น เพิ่มมูลค่า และขายได้&rdquo; จะสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งเครื่องจักรสำหรับแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้คำปรึกษาด้านการผลิตและเพิ่มมูลค่า ความรู้ด้านเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ และประสานแหล่งเงินทุน ช่วยให้ SMEs และ Micro SMEs เข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นต่อการพัฒนาธุรกิจ โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งเป้าหมายมุ่งให้ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 เป็น &ldquo;ฮับสร้างโอกาสทางธุรกิจของภาคใต้&rdquo; เชื่อมศักยภาพท้องถิ่นกับเทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดสากล เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างงาน&nbsp;สร้างรายได้ ขยายโอกาสสู่การส่งออก การท่องเที่ยว การค้าชายแดน ต่อยอดเป็นสินค้าและธุรกิจที่มีมูลค่าและแข่งขันได้ ผสานเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต สร้างความแตกต่างและลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260831af3939b3eba29dce6d11cffea46168a3091735.jpg' type='image/jpg' length='1378937' />
</item>
</channel>
</rss>
