<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่น]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://region7.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” ขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ถึง ธ.ค. 70 เดินหน้าดูแลราคาสินค้า ลดค่าครองชีพ ส่งเสริมข้าวประณีต เพิ่มรายได้เกษตรกร]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/553713</link>
<guid isPermaLink="false">33b96e37c7770dae8f25d1cfbadcbfd5</guid>
<pubDate>Fri, 23 Oct 2026 14:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(22 ต.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการ</p>

<p>&nbsp;กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขยายระยะเวลาโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; ถึงเดือนธันวาคม 2570 เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน รวมถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ สามารถเริ่มต้นเป็นเจ้าของธุรกิจรายใหม่ผ่านระบบแฟรนไชส์ ภายใต้โครงการ รัฐบาลสนับสนุนเงินลงทุน 50% ของมูลค่าแพกเกจแฟรนไชส์ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย ปัจจุบันมีแฟรนไชส์เข้าร่วมโครงการแล้ว 109 ราย เพื่อให้ประชาชนเลือกธุรกิจให้เหมาะสมกับความต้องการและศักยภาพของตนเอง และมีผู้สมัครแพกเกจแฟรนไชส์แล้ว 493 ราย โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เกิดการสร้างอาชีพ 10,000 ราย</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังร่วมมือเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าในห้างแม็คโคร โลตัส ตลาดสด และสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมกว่า 20,000 ทำเลทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีพื้นที่เริ่มต้นและขยายธุรกิจ สำหรับผู้ที่มีเงินลงทุนไม่เพียงพอ มีความร่วมมือกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ&nbsp;</p>

<p>โครงการดังกล่าวมุ่งนำศักยภาพของธุรกิจแฟรนไชส์มาเป็นเครื่องมือสร้างงานและรายได้ โดยเชื่อมโยงเจ้าของแฟรนไชส์กับผู้ประกอบการรายใหม่ ส่งเสริมการขยายสาขา การจ้างงาน และการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่ โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ไม่น้อยกว่า 1,100 ล้านบาท</p>

<p>พร้อมกันนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีข้อสั่งการให้นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกาะติดสถานการณ์ค่าครองชีพโลกและเงินเฟ้อไทยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งที่อยู่ในระดับสูง โดยเน้นการติดตามสถานการณ์ล่วงหน้า เฝ้าระวังความเสี่ยง และดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและกระทบกำลังซื้อประชาชนในวงกว้าง</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า แม้สถานการณ์ของไทยมีบริบทแตกต่างจากหลายประเทศในยุโรป และแรงกดดันด้านราคาสินค้าและบริการยังไม่กระจายตัวเป็นวงกว้าง แต่ยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากราคาพลังงานและค่าขนส่งอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพประชาชนกับการทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยวางแนวทางรับมือค่าครองชีพทั้งระยะเร่งด่วนและระยะต่อเนื่อง&nbsp;</p>

<p>&nbsp;3 มาตรการสำคัญ ได้แก่</p>

<p>มาตรการที่ 1 กำกับดูแลราคาสินค้าเชิงรุก ติดตามโครงสร้างต้นทุนและราคาสินค้าจำเป็นตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมหารือผู้ผลิตรายใหญ่และห้างค้าปลีกค้าส่ง เพื่อขอความร่วมมือชะลอการปรับราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ยังมีต้นทุนเดิม ควบคู่กับการติดตามปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ และมอบหมายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ประสานหน่วยงานในพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้า ป้องกันการกักตุนและการฉวยโอกาสขึ้นราคา</p>

<p>มาตรการที่ 2 เพิ่มช่องทางสินค้าราคาประหยัด ผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; จำหน่ายสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด 3,036 จุดทั่วประเทศ ในช่วงนำร่อง 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนประมาณ 200 ล้านบาท</p>

<p>มาตรการที่ 3 ผนึกกำลังภาคเอกชนลดภาระประชาชน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการ 27 ราย ลดราคาสินค้าและบริการกว่า 4,223 รายการ สูงสุดร้อยละ 78 ผ่านกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพสู้วิกฤตน้ำท่วม&rdquo; เพื่อช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและกลับมาดำเนินชีวิตได้โดยเร็ว ทั้งนี้&nbsp;</p>

<p>&nbsp;หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์พร้อมเพิ่มมาตรการติดตามต้นทุนการผลิตและ</p>

<p>&nbsp;ค่าขนส่ง วิเคราะห์ผลกระทบต่อสินค้าแต่ละประเภท ประสานผู้ประกอบการบริหารต้นทุนและชะลอการส่งผ่านภาระไปยังผู้บริโภค ควบคู่กับการใช้กลไกกำกับดูแลราคาสินค้าตามกฎหมายและขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและกำลังซื้อของประชาชนในระยะยาว</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังได้เปิดงาน เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026) เพื่อยกระดับข้าวไทยจากสินค้าเกษตรสู่คุณค่าที่ตลาดโลกยอมรับ เนื่องจากภาคการเกษตรกำลังเผชิญทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการแข่งขันด้านราคากับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำกว่า จึงมีนโยบายยกระดับข้าวไทยจากการแข่งขันในรูปแบบสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ไปสู่&nbsp;</p>

<p>&ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; (Premium Rice) ที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยแนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การเลือกเมล็ดพันธุ์ พื้นที่เพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การลดความชื้น การสีข้าว บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับรสชาติ สุขภาพ ความปลอดภัย และกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรภายใต้แนวคิด &ldquo;ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้&rdquo; ครอบคลุมกลไก 4 ด้าน ได้แก่ การผลิตและแปรรูป การบรรจุภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับมาตรฐาน และการเชื่อมโยงตลาด</p>

<p>พร้อมกันนี้ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชัน &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; จากความร่วมมือของ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลคาดการณ์ปริมาณผลผลิตล่วงหน้า และสนับสนุนการบริหารจัดการผลผลิตไม่ให้ล้นตลาด</p>

<p>ในด้านการตลาดต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จะใช้เครือข่าย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) 58 แห่งทั่วโลก สำรวจความต้องการของตลาดแต่ละประเทศและนำข้อมูลกลับมาเชื่อมโยงกับการผลิตของเกษตรกร พร้อมนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับโลก เช่น Gulfood Dubai 2027 ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายใต้แนวคิด Think Rice, Think Thailand งานที่นครกว่างโจว และงาน SIALParis กรุงปารีส</p>

<p>สำหรับตลาดในประเทศ กำหนดจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้และจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) รวม&nbsp;</p>

<p>3 ครั้ง เริ่มจาก วันแบงค็อก ต่อด้วยตลาดจริงใจ จังหวัดเชียงใหม่ และต่อยอดสู่การจัดงาน Thailand Rice Fest 2027</p>

<p>&nbsp;ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงเดือนธันวาคม 2570 เพื่อขับเคลื่อนข้าวไทยให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน</p>

<p>เชิญชวนประชาชนค้นพบเสน่ห์ข้าวไทยหลากสายพันธุ์ ทั้งข้าวพันธุ์หายาก ข้าวพื้นเมือง และข้าวเพื่อสุขภาพ จาก 30 กลุ่มเกษตรกรทั่วไทย พร้อมเปิดประสบการณ์สัมผัสกลิ่น รสชาติ และเอกลักษณ์ของข้าวไทย ผ่านกิจกรรม</p>

<p>&nbsp;สุดพิเศษ Rice Tasting, Rice Pairing และ Workshop ระหว่างวันที่ 22&ndash;25 ตุลาคม 2569 ณ ชั้น G โซน Parade Square วันแบงค็อก (One Bangkok)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/2026102376a2f795b93074a3e6cbb6b94037aeee144918.jpg' type='image/jpg' length='1438718' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เดินหน้าปราบยาเสพติด สกัดต้นทาง ตัดวงจรผู้ค้า คุมเข้มกัญชาผิดกฎหมาย]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/553712</link>
<guid isPermaLink="false">08d0c8f63e22ee2f677221bf12134bb5</guid>
<pubDate>Fri, 23 Oct 2026 14:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(22 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (คณะกรรมการ ป.ป.ส.) ครั้งที่ 3/2569 พร้อมเน้นย้ำว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเต็มที่ โดยให้ความสำคัญกับการสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะการเร่งดำเนินการต่อแหล่งผลิตยาเสพติดก่อนลำเลียงเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ทั้งนี้ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาค</p>

<p>สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดติดตามและสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดในพื้นที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งระหว่างเข้าจับกุมเกิดเหตุยิงปะทะ ส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 2 ราย และเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดไอซ์ได้จำนวนมาก ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจนับและตรวจสอบรายละเอียดอย่างเป็นทางการ เพื่อขยายผลตามกระบวนการต่อไป ขอชื่นชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง ต้องอาศัยทั้งความกล้าหาญ ความรอบคอบ และความเป็นมืออาชีพ พร้อมฝากความห่วงใยถึงเจ้าหน้าที่ทุกนาย ให้ดูแลความปลอดภัยของตนเองและเพื่อนร่วมงานอย่างเต็มที่ และปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนการแก้ไขปัญหาผู้เสพยาเสพติด กรณีผู้เสพที่ครอบครองยาเสพติด เมื่อถูกจับกุมจะเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา แต่พบว่าบางรายกลับมากระทำผิดซ้ำหลังผ่านการบำบัดแล้ว จึงเห็นควรศึกษาเหตุปัจจัยให้รอบด้าน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ ที่ประชุมยังร่วมกันพิจารณาแนวทางการกำหนดนโยบายกัญชา เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านกัญชาของประเทศไทยเป็นไปอย่างสมดุล โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และการป้องกันการนำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิด อาทิ ไม่สนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการนันทนาการในทุกรูปแบบ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัยของประชาชน และก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม สนับสนุนการใช้กัญชาทางการแพทย์ ทั้งแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน โดยจะสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์และพัฒนาการทางวิชาการ เพื่อให้ต่อยอดการใช้กัญชาทางการแพทย์ไปสู่การสร้างมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจจากกัญชาทางการแพทย์ รวมถึงดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมมิให้มีการนำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิด อันอาจนำไปสู่การแพร่ระบาดของกัญชา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน และให้ความสำคัญกับการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรม และกลุ่มลักลอบค้ากัญชาผิดกฎหมาย ทั้งภายในและระหว่างประเทศ โดยให้นำมติคณะกรรมการ ป.ป.ส. เสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชาของกระทรวงสาธารณสุข</p>

<p>สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกัญชาไปต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด หากเป็นการส่งออกลำต้น ใบ หรือช่อดอกกัญชาในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ย่อมถือว่ามีความผิดตั้งแต่ต้นทาง ส่วนสารสกัด CBD ซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์หรือเครื่องสำอาง ยังคงดำเนินการได้ภายใต้ข้อกำหนดการอนุญาตของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยต้องใช้ประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการแพทย์ และไม่ดำเนินการนอกเหนือจากกรอบที่กฎหมายอนุญาต พร้อมกำชับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตจำหน่ายกัญชา หากพบการจำหน่ายหรือดำเนินกิจการผิดวัตถุประสงค์ของใบอนุญาต โดยเฉพาะการจำหน่ายกัญชาเพื่อการสูบหรือสันทนาการ ให้ดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนตรวจสอบคุณสมบัติและการประกอบกิจการอย่างรอบคอบก่อนพิจารณาต่ออายุใบอนุญาตในแต่ละปี&nbsp;</p>

<p>นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับกรมศุลกากรให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการลักลอบนำสินค้าออกนอกราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พร้อมให้ตรวจสอบประเภทสินค้าอย่างละเอียด เพิ่มประสิทธิภาพด้านการข่าว และเพิ่มความเข้มข้นในการสุ่มตรวจ เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการร่างแผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อรองรับการขับเคลื่อนนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด (พ.ศ. 2566&ndash;2570) รวมถึงนำนโยบายรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ โดยกำหนดกรอบมาตรการ 6 ด้าน เพื่อให้ทุกหน่วยงานนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนปฏิบัติการของหน่วยงานต่อไป ได้แก่</p>

<p>1. มาตรการป้องกันยาเสพติด</p>

<p>2. มาตรการปราบปรามยาเสพติด</p>

<p>3. มาตรการยึดทรัพย์สินคดียาเสพติด</p>

<p>4. มาตรการแก้ไขปัญหาผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด</p>

<p>5. มาตรการความร่วมมือระหว่างประเทศ</p>

<p>6. มาตรการบริหารจัดการ</p>

<p>ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการร่างแผนยุทธการในการประกาศสงครามยาเสพติด ระยะ 6 เดือน โดยกำหนดแนวทางดำเนินงานภายใต้ 4 มาตรการ ได้แก่ 1. การสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด รวมถึงการขยายผลด้านทรัพย์สิน 2. การแก้ไขปัญหาผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด 3. การดำเนินการต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ 4. การเพิ่มแรงจูงใจในการปฏิบัติงานด้านยาเสพติด โดยให้เสนอร่างคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แผนยุทธการในการประกาศสงครามยาเสพติด ระยะ 6 เดือน ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาลงนาม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบที่ประชาชนได้รับจากปัญหายาเสพติด โดยมุ่งลดจำนวนผู้ค้าและปริมาณยาเสพติด ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องหรือปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิด ตลอดจนแก้ไขปัญหาผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดที่ครอบครองยาเสพติดจนส่งผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับคำยืนยันจากปลัดกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีความพร้อมในการบริหารจัดการและบังคับใช้กฎหมายที่เสนอแก้ไข แม้เป็นกรณีการครอบครองยาเสพติดในปริมาณน้อย ทั้งนี้ การดำเนินการต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของกระบวนการบำบัดรักษาควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย โดยการกำหนดนโยบายด้านยาเสพติดต้องยึดหลักวิชาการ ข้อเท็จจริง และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20261023a2bccb94c5d09ba296012f18c4776efe144731.jpg' type='image/jpg' length='1491325' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภราดร” หารือ โปแลนด์ - OECD ยกระดับมาตรฐานด้านความซื่อตรงในการบริหารงานภาครัฐต่อต้านการทุจริต พร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/553239</link>
<guid isPermaLink="false">b27f9e962e07e54dfdcd02b555a0c02d</guid>
<pubDate>Thu, 22 Oct 2026 09:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(21 ต.ค. 69) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พบหารือกับผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ประจำประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสาธารณรัฐโปแลนด์ และผู้แทนองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) พร้อมทั้งเป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและยกระดับมาตรฐานด้านความซื่อตรงในการบริหารงานภาครัฐ (Workshop to Strengthen Capacity and Raise Standards of Public Integrity in Public Administration) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21&ndash;22 ตุลาคม 2569 โดยมีผู้แทนสาธารณรัฐโปแลนด์ นำโดยนางสาวโมนิกา เชวิซกา&nbsp;(Ms. Monika Krzewicka) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ประจำประเทศไทย&nbsp;พร้อมคณะ และผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วม</p>

<p>นายภราดร กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)&nbsp;ได้จัดทำ workshop ร่วมกับหน่วยงานราชการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาครัฐของไทยผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการฝึกปฏิบัติจริง โดยเร่งดำเนินการให้ทันตามกรอบเวลา และมีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศโปแลนด์มาให้ความรู้และแนวทางในการเดินหน้าประเทศให้เข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะทำให้ได้เห็นประสบการณ์และแนวปฏิบัติมาเป็นต้นแบบที่สำคัญ ซึ่งจากข้อมูลการประเมินค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ในด้านกติกาและข้อกฎหมายของประเทศไทยมีความเข้มแข็งเพียงพอและอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยมาตรฐาน แต่จุดที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งยังไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายของทุกหน่วยงานที่จะร่วมกันพัฒนากลไกป้องกันการทุจริตของหน่วยงานภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างยั่งยืนต่อไป</p>

<p>สำหรับกรอบเวลาหรือโรดแมป (Roadmap) ในรัฐบาลชุดก่อน ได้กำหนดเป้าหมายระยะเวลาไว้ที่ 5 ปี แต่ในรัฐบาลปัจจุบันได้ปรับลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 3 ปี ซึ่งทำให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งการดำเนินงานให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด แต่ไม่ว่าการกำหนดระยะเวลาจะเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี จะไม่มีความสำคัญหากเมื่อเข้าสู่ OECD แล้วในทางปฏิบัติไม่สามารถที่จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมายได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญและเป็นเป้าหมายสูงสุด คือการสร้างความตระหนักรู้ และสร้างเครื่องมือให้มีความเข้มแข็ง และมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง</p>

<p>นอกจากนี้ รัฐบาลได้เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มที่ โดยเมื่อวันที่&nbsp;19&ndash;20 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้จัดการประชุมสืบค้นข้อเท็จจริง (Fact-Finding Meeting) ร่วมกับคณะผู้แทน OECD เพื่อประเมินความพร้อมของประเทศไทยด้านความซื่อตรงในภาครัฐและการต่อต้านการทุจริต&nbsp;<br />
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การจัดประชุมดังกล่าวเพื่อประเมินความพร้อมของประเทศไทยด้านความซื่อตรงในภาครัฐและการต่อต้านการทุจริต ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD การประชุมครั้งนี้ดำเนินการโดยคณะทำงานด้านความซื่อตรงในภาครัฐและ</p>

<p>การต่อต้านการทุจริต (OECD Working Party on Public Integrity and Anti-Corruption: PIAC) ภายใต้คณะกรรมการธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public Governance Committee: PGC) โดย ป.ป.ท. ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมชี้แจงข้อมูลเชิงลึกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะผู้แทน OECD เพื่อสะท้อนภาพการดำเนินงานส่งเสริมความซื่อตรงและป้องกันการทุจริตของไทยอย่างรอบด้าน</p>

<p>โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ภาครัฐต้องพร้อมเรื่องการให้ข้อมูลทุกด้านอย่างเปิดเผยและโปร่งใส และต้องนำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไปปรับปรุง เพื่อพัฒนาระบบธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการป้องกันการทุจริตให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย<br />
การประชุมดังกล่าวถือเป็นความคืบหน้าสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD&nbsp;</p>

<p>ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานความซื่อตรงภาครัฐของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลตามหลักการของ OECD พร้อมย้ำว่า รัฐบาลตระหนักถึงประโยชน์ของการเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงเร่งขับเคลื่อนจนมีความคืบหน้าเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศผู้เข้ารับการประเมินอื่น การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงเป้าหมายทางการทูต แต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญเพื่อปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ เศรษฐกิจ กฎหมาย และนวัตกรรมของประเทศ ที่ผ่านมาไทยเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น โดยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และ ป.ป.ท. เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ขับเคลื่อนงานด้านส่งเสริมความซื่อตรงภาครัฐและการต่อต้านการทุจริต<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20261022bfaf0b4e1bed845c5a198e70b067f3e8093520.jpg' type='image/jpg' length='1358801' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลต่อยอดความสำเร็จ IMF–World Bank 2026 สู่การลงทุนจริง สร้างงาน กระจายรายได้ ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/552849</link>
<guid isPermaLink="false">b3250dedd508f3cfa677a8c52c49414b</guid>
<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 09:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(20 ต.ค. 69) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงผลสำเร็จการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings)&nbsp;<br />
ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 พร้อมแนวทางต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว<br />
นายเอกภพ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;<br />
ให้ความสำคัญกับการต่อยอดความสำเร็จจากการประชุม โดยต้องทำให้โอกาสและความร่วมมือที่เกิดขึ้นนำไปสู่ผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอย่างแท้จริง รัฐบาลจึงเดินหน้าประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ศักยภาพและเอกลักษณ์ของไทยที่ได้รับการเผยแพร่สู่สายตานานาชาติ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการไทย และภาคบริการของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาครัฐหรือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่ประชาชนและเศรษฐกิจฐานรากได้ ผ่านการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมสินค้าไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพย์สินทางปัญญา และเอกลักษณ์ของประเทศให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ พร้อมผลักดันให้เกิดการพัฒนาผู้ประกอบการและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง<br />
ดร.สันติธาร ยินดีกับคนไทยทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง&nbsp;<br />
โดยได้รับเสียงชื่นชมจากผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากนานาประเทศ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอาสาสมัคร ที่ร่วมกันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการจัดงานระดับโลก โดยประสบความสำเร็จ 3 ด้าน ได้แก่ การเป็นเจ้าภาพที่โลกประทับใจ การเป็นผู้นำทางความคิดที่โลกยอมรับ และการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่โลกเชื่อมั่น สรุปได้ดังนี้<br />
1. ความสำเร็จด้านการเป็นเจ้าภาพที่โลกประทับใจ ประเทศไทยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุมมากกว่า 19,000 คน นับเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการประชุม IMF&ndash;World Bank โดยประมาณ<br />
ร้อยละ 60 เป็นผู้แทนระดับสูงและผู้เข้าร่วมจากกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในภาคโรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ พร้อมช่วยเผยแพร่ศักยภาพของไทยด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม MICE (อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจและการจัดงานอีเวนต์ขนาดใหญ่) ซึ่งภาพลักษณ์และความประทับใจที่ประเทศไทยส่งต่อสู่สายตาชาวโลก ทั้งอาหารไทย ผลไม้และไอศกรีมที่ได้รับความนิยม ผ้าไทยลวดลายท้องถิ่น ตลอดจนผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้าที่สะท้อนภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ของไทย ช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการไทยในระดับนานาชาติ และเป็นโอกาสในการต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว การส่งออก และการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว<br />
2. ความสำเร็จด้านการเป็นผู้นำทางความคิดที่โลกยอมรับ การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ประเทศไทยนำเสนอแนวคิดและแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาคมโลกกำลังเผชิญ พร้อมแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและร่วมแก้ไขปัญหาระดับโลกได้ แม้จะเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางก็ตาม หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ณ Royal Pavilion ซึ่งนำเสนอพระราชกรณียกิจ&nbsp;<br />
แนวพระราชดำริ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานในรัชสมัยรัชกาลปัจจุบัน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ยังได้อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&nbsp;<br />
มากล่าวในสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมใหญ่ ซึ่งมีผู้แทนจาก 191 ประเทศเข้าร่วม พร้อมแสดงความตั้งใจที่จะนำแนวคิดดังกล่าวไปเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานต่อไป<br />
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังนำเสนอแนวทางรับมือโจทย์สำคัญของโลก 4 ด้าน ได้แก่ 1) การประยุกต์ใช้ AI โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ เพื่อช่วยธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อย 2) การรับมืออาชญากรรมทางการเงินในโลกดิจิทัล ผ่าน Bangkok Blueprint เพื่อป้องกันการทุจริตทางการเงินและอาชญากรรมข้ามพรมแดน ตลอดจนเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในการทำธุรกรรมทางการเงิน 3) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อพัฒนาโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ อาทิ การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในอาคารภาครัฐ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการรวบรวมผลการลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อพัฒนาเป็นคาร์บอนเครดิต และ 4) การเชื่อมโยงความร่วมมือในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น โดยประเทศไทยเสนอบทบาทการเป็น Trusted Connector หรือประเทศที่สามารถเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ใช้ศักยภาพของประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศและภูมิภาค<br />
3. ความสำเร็จด้านการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่โลกเชื่อมั่น โดยสร้างความเชื่อมั่นจากภายนอกควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถภายในประเทศ โดยใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพเปิดการหารือกับผู้นำภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ นักลงทุน ภาคธุรกิจ และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนแสวงหาความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะช่วยรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก พร้อมรักษาวินัยการคลังควบคู่กับการลงทุนเพื่ออนาคต รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหุ้นส่วนในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ อาทิ การหารือกับธนาคารกลางและธนาคารพัฒนาอิสลาม เพื่อขยายโอกาสด้านการเงินอิสลามและสนับสนุนการลงทุนในประเทศไทย รวมถึงการจัดเวทีเชื่อมโยงนักธุรกิจชั้นนำจากหลายภูมิภาคเข้ากับภาคธุรกิจไทย ก่อนการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ในเดือนมกราคม 2570 เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจและพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง<br />
ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำข้อเสนอแนะจากองค์กรระหว่างประเทศและนักลงทุนมาปรับปรุงการดำเนินงานภายในประเทศ ทั้งด้านกฎระเบียบ ขั้นตอนการประกอบธุรกิจ และการพัฒนาทักษะแรงงานไทย โดยมีกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นกลไกสำคัญในการประสานความร่วมมือข้ามกระทรวงและระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อผลักดันเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้มากกว่าร้อยละ 3 ภายใน 4 ปี และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ติด 20 อันดับแรกของโลก อย่างไรก็ตามการดึงดูดการลงทุนจะต้องไม่มุ่งเพียงการนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามา แต่ต้องทำให้การลงทุนเชื่อมโยงไปถึงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ส่งมอบสินค้าและบริการ (Suppliers) รวมถึงแรงงานไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ การสร้างงานที่มีคุณภาพ และการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน อีกทั้งการเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบ ประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และความโปร่งใส จะเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมุ่งดำเนินการตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดภายในปี 2571<br />
ดร.สันติธาร ย้ำว่า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภารกิจระยะต่อไป ประเทศไทยสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งขึ้นในสายตานานาชาติ และเปิดประตูสู่ความร่วมมือใหม่ ๆ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนความสนใจและความเชื่อมั่นที่ได้รับให้กลายเป็นการลงทุนจริง โอกาสทางธุรกิจ และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน โดยต้องใช้โอกาสจากการประชุมเพียงหนึ่งสัปดาห์ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยไปอีกหลายสิบปี พร้อมย้ำว่าความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลงานร่วมกันของคนไทยทุกคน<br />
พร้อมกันนี้รัฐบาลยังได้ต่อยอดการเชื่อมโยงการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งบูรณาการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำโอกาสจากการประชุม IMF&ndash;World Bank 2026 มาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ที่เชื่อมโยงการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชน สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ต่อยอดการพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ และเชื่อมโยงตลาด ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและการต่อยอดแนวคิด IP Finance รวมถึงสินค้าชุมชน อาทิ ผ้าไทยสำหรับตกแต่งบ้าน&nbsp;<br />
ถุงผ้าขาวม้า และอาหารไทย ให้มีมูลค่าและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น<br />
ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมต่อยอดการผลักดันทุนทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งการแสดงมวยไทย และศักยภาพศิลปินไทย ให้ต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจและสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ&nbsp;<br />
ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต่อยอดในภารกิจด้านการท่องเที่ยว มุ่งเชื่อมโยงอัตลักษณ์และกิจกรรมไทย<br />
เข้ากับการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสจากธุรกิจ MICE เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ<br />
นางศุภจีมุ่งให้ความร่วมมือของทั้ง 3 กระทรวงดำเนินต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการประชุม โดยเชื่อมตั้งแต่การพัฒนาสินค้าและบริการ การสร้างมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการขยายช่องทางการค้าและการท่องเที่ยว พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้โอกาสจากเวทีนานาชาติไม่หยุดอยู่เพียงการจัดงาน แต่ต่อยอดเป็นรายได้ที่กระจายสู่ผู้ประกอบการและชุมชน และเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202610215adcb587c49334ce35d024c6393f7dc2095046.jpg' type='image/jpg' length='1746407' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติมาตรการพยุงราคาข้าวนาปี–ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดูแลรายได้เกษตรกร]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/552847</link>
<guid isPermaLink="false">f3afde7d42918c5c509eb081c5962faf</guid>
<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 09:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(20 ต.ค. 69) คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด &ldquo;ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต&rdquo; (New Rice Economy) จำนวน 2 โครงการ ภายในกรอบวงเงิน 648 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ได้แก่<br />
1. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 564 ล้านบาท มีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบการค้าข้าวให้สามารถเก็บสต็อกและชะลอการระบายข้าวออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ช่วยลดแรงกดดันต่อราคาและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกให้เหมาะสมกับภาวะตลาด<br />
2. โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570 หรือ &ldquo;ข้าวประณีต ระยะที่ 2&rdquo; วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 84 ล้านบาท มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพสูง ยกระดับมาตรฐานและมูลค่าสินค้า เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ที่สูงขึ้น ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในเศรษฐกิจอนาคตได้อย่างยั่งยืน<br />
พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2569/70 จำนวน 2 โครงการ ภายในกรอบวงเงินรวม 56,584.64 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของหน่วยงานไปประกอบการดำเนินงานต่อไป&nbsp;<br />
สำหรับมาตรการที่ได้รับอนุมัติในหลักการประกอบด้วย&nbsp;<br />
1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงิน 40,928.39 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตัน กำหนดวงเงินสินเชื่อตามประเภทข้าว ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 13,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 11,500 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 6,500 บาทต่อตัน ข้าวปทุมธานี 8,500 บาทต่อตัน และข้าวเหนียว 9,500 บาทต่อตัน พร้อมสนับสนุนค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวตามเงื่อนไขโครงการ โดยรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วม เป็นการใช้กลไกสินเชื่อเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการเก็บข้าวไว้และชะลอการขายในช่วงที่ราคาตลาดยังไม่เหมาะสม ลดความจำเป็นในการเร่งขายผลผลิตทันทีหลังเก็บเกี่ยว และช่วยกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างเหมาะสม&nbsp;<br />
&nbsp;2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม 15,656.25 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวบรวมข้าวเปลือกเป้าหมาย 1.5 ล้านตัน สำหรับจำหน่ายหรือแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี และรัฐบาลชดเชยอีก 3.50% ต่อปี ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเสริมอำนาจต่อรองในการจำหน่ายผลผลิต เพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่สถาบันเกษตรกรในการรวบรวม รับซื้อ แปรรูป และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าว ช่วยเพิ่มบทบาทของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรในการบริหารจัดการผลผลิต และเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่เกษตรกร<br />
สำหรับโครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ซึ่งเสนอขอใช้งบประมาณจ่ายขาดจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,680 ล้านบาท นั้น เป็นการประมาณการกรอบวงเงินตามเป้าหมายการรับซื้อข้าวเปลือก ขณะที่ยังไม่มีภาระค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของวงเงินงบกลาง ดังนั้น สำนักงบประมาณจึงเห็นควรให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนและกำหนดเป้าหมายของโครงการดูดซับข้าวเปลือกให้สอดคล้องกับความจำเป็นและสถานการณ์จริง พร้อมนำผลการดำเนินโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 มาประกอบการพิจารณา ก่อนเสนอขอใช้จ่ายจาก กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรมีเงินสดคงเหลือ<br />
ปลอดภาระผูกพัน รวมกับงบประมาณที่ได้รับตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมทั้งสิ้น 2,655.5036 ล้านบาท โดยการพิจารณาใช้เงินกองทุนต้องคำนึงถึงความสามารถในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ผูกพันของกองทุนประกอบกันด้วย<br />
ทั้งนี้ มาตรการด้านข้าวทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงจากการที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน ป้องกันไม่ให้ราคาข้าวตกต่ำ และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิต ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลด้านการสร้างรายได้ในภาคเกษตร โดยมาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ หรือ นบข. ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบการดำเนินการตามนัยมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรแล้ว<br />
อีกทั้ง คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบและอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ นบขพ. เสนอ รวม 4 โครงการ ภายในกรอบวงเงินรวม 120.30 ล้านบาท เพื่อช่วยบริหารจัดการผลผลิต รักษาเสถียรภาพราคา สนับสนุนสภาพคล่อง และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยคณะรัฐมนตรีได้รับทราบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 ซึ่งใช้งบกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จำนวน 2 โครงการ โดยมีวงเงินงบประมาณจ่ายขาดรวมทั้งสิ้น 71.50 ล้านบาท ดังนี้<br />
1. โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 20 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และผู้ใช้วัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ให้มีสภาพคล่องเพียงพอในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและเก็บรักษาไว้เป็นระยะเวลา 60&ndash;120 วัน ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตออกจากตลาดชั่วคราว 200,000 ตัน พร้อมชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงผลผลิตกระจุกตัว โดยไม่แทรกแซงกลไกตลาดโดยตรง&nbsp;<br />
2. โครงการดูดซับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 51.50 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่ที่มีปริมาณข้าวโพดออกสู่ตลาดจำนวนมาก และกระจายไปยังผู้ใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์<br />
ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ผ่านกลไกองค์การคลังสินค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในแหล่งผลิตและเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้แก่เกษตรกร<br />
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 ซึ่งใช้วงเงินงบประมาณตามมาตรา 27 และ 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 จำนวน 2 โครงการ โดยมีวงเงินงบประมาณจ่ายขาดรวมทั้งสิ้น 48.80 ล้านบาท ดังนี้<br />
1. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 35 ล้านบาท ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยมีวงเงินสินเชื่อรวม 1,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิต 100,000 ตัน เพื่อให้สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรับซื้อ รวบรวม และแปรรูปข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 4.50 ต่อปี ซึ่งรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 3.50 ต่อปี และสถาบันเกษตรกรรับภาระเพียงร้อยละ 1 ต่อปี เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน<br />
2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 13.80 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรเป้าหมาย 1,000 ราย วงเงินสินเชื่อรวม 230 ล้านบาท หรือ<br />
รายละไม่เกิน 230,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 5 ปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลาไม่เกิน 24 เดือน เพื่อให้เกษตรกรนำเงินทุนไปพัฒนากระบวนการผลิต เลือกใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ยกระดับคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร&nbsp;<br />
ในส่วนของมาตรการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้ง 4 โครงการได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะกรรมการ นโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เป็นการดำเนินงานต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และผู้ประกอบการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีวัตถุประสงค์และแนวทางดำเนินงานในลักษณะเดียวกับปีการผลิต 2568/69 และใช้แหล่งเงินเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ โครงการสินเชื่อทั้ง 2 โครงการ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางการขออนุมัติตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 หลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดให้มาตรการหรือโครงการตามมาตรา 28 ต้องไม่เป็นการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐจ่ายเงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรแก่เกษตรกรโดยตรง ตามนัยมติคณะรัฐมนตรี<br />
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 รวมถึงต้องไม่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการหรือประชาชนโดยตรง ดังนั้น มาตรการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครั้งนี้จึงใช้กลไกสินเชื่อ การเก็บสต็อก การรวบรวมและดูดซับผลผลิต และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่มาตรการอุดหนุนหรือประกันราคาโดยตรง โดยโครงการสินเชื่อทั้ง 2 โครงการได้รับความเห็นชอบในหลักการจากนายกรัฐมนตรีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว<br />
ทั้งนี้ มาตรการด้านข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะช่วยบริหารปริมาณผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ลดแรงกดดันด้านราคา และเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรไม่ต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่ราคาไม่เหมาะสม การสนับสนุนเงินทุนแก่สถาบันเกษตรกรจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรวบรวม รับซื้อ แปรรูป และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต ขณะที่การส่งเสริมข้าวคุณภาพสูงและการใช้เทคโนโลยีในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ&nbsp;<br />
ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว มุ่งให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิต มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรและโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202610218432ebbcf5a2ece717b7229b24fa299b094932.jpg' type='image/jpg' length='1746757' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง 10,508 ล้าน เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย “คลัง” ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/552846</link>
<guid isPermaLink="false">bbe89a0983a688e5d580df76c3904046</guid>
<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 09:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(20 ต.ค. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพิ่มเติม 10,508,876,400 บาท&nbsp;<br />
จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอีก 1,481,401 ครัวเรือน ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 29 กันยายน และ 6 ตุลาคม 2569 โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงิน ผ่านธนาคารออมสิน เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป และสามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดและ ข้ามรายการได้ ครอบคลุมพื้นที่ 66 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และเป็นพื้นที่เกิดภัยระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569</p>

<p>ทั้งนี้ จากข้อมูล วันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีผู้ประสบอุทกภัยได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว รวมจำนวน 390,393 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต จำนวน 5 ราย รวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,047,545,000 บาท ปัจจุบันมีงบประมาณคงเหลือสำหรับจ่ายเงินให้กับผู้ประสบอุทกภัย จำนวนเงิน 2,244,110,600 บาท (ซึ่งเป็นเงินจากสำนักงบประมาณอนุมัติ จำนวนเงิน 5,281,655,600 บาท รวมกับกรุงเทพมหานครส่งเงินสมทบ จำนวนเงิน 10,000,000 บาท หักโอนจ่ายเงินให้ผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 3,047,545,000 บาท) แต่เนื่องจากมีจำนวนครัวเรือนผู้ประสบอุทกภัย ที่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีมากกว่าจำนวนครัวเรือนผู้ประสบภัยที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติกรอบวงเงินไว้แล้ว ซึ่งขณะนี้มีผู้ประสบอุทกภัยลงทะเบียนและกรณีการเสียชีวิตขอรับเงินช่วยเหลือฯ จำนวน 2,096,152 ครัวเรือน และผู้เสียชีวิต จำนวน 5 ราย รวมจำนวนเงิน 15,800,532,000 บาท จึงต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือฯ เพิ่มเติม จำนวน 1,481,401 ครัวเรือน จำนวนเงิน 10,508,876,400 บาท (ผู้ประสบภัยลงทะเบียน จำนวนเงิน 15,800,532,000 บาท หักสำนักงบประมาณอนุมัติแล้ว จำนวนเงิน 5,281,655,600 บาท หักกรุงเทพมหานครส่งเงินสมทบแล้วจำนวนเงิน 10,000,000 บาท)</p>

<p>อย่างไรก็ตามการที่ ครม. อนุมัติงบกลางเพิ่มเติมในครั้งนี้ เป็นการเตรียมงบประมาณรองรับผู้ประสบภัยที่ยื่นคำขอและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมประชาชนที่มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา สำหรับการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ข้อมูลผู้ลงทะเบียนจะอยู่ในระบบเพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่น อาทิ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และกรุงเทพมหานคร ตรวจสอบรายชื่อและความเสียหายก่อนพิจารณาอนุมัติและส่งข้อมูลให้ ปภ. ดำเนินการจ่ายเงิน ส่วนรายชื่อที่มีเงื่อนไขต้องตรวจสอบเพิ่มเติมจะยังคงอยู่ในระบบเพื่อรอการพิจารณา&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังรับทราบและเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ เครื่องจักร และสถานประกอบการ อีกทั้งยังส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากสูญเสียพื้นที่ทำกิน ร้านค้าต้องหยุดกิจการ หรือไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ ส่งผลให้รายได้ลดลงหรือขาดหายไป ขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและภาระหนี้สินยังคงอยู่ กระทรวงการคลังจึงร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย และมาตรการทางภาษี ดังนี้<br />
1. มาตรการด้านการเงิน<br />
1.1. มาตรการบรรเทาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการบรรเทาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ ตามกลุ่มผู้เสียหายและความต้องการของแต่ละกลุ่ม ดังนี้<br />
1) ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถหารายได้แต่ยังคงมีภาระหนี้อยู่กับสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ ทั้งในส่วนต้นเงินและ/หรือดอกเบี้ย ลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ตามความเหมาะสม สำหรับผู้ประกอบการ เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงที่รายได้ยังไม่กลับคืนมา<br />
2) ประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายมีความจำเป็นต้องซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือต่อเติมที่อยู่อาศัย วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 0 &ndash; 1.99 ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 40 ปี &nbsp;<br />
3) ประชาชนที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ธนาคารออมสินให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง วงเงินต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ใน 3 เดือนแรก นอกจากนี้สำหรับเกษตรกร ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรที่ได้รับ<br />
4) ผู้ประกอบการที่ต้องการสภาพคล่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและยังทำให้ยังคงประกอบธุรกิจและจ้างงานต่อไปได้ ธนาคารออมสิน ธอท. และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) สนับสนุนสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ วงเงินต่อรายไม่เกิน&nbsp;<br />
5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 0 &ndash; 3.25 ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 7 ปี ขณะที่ ธสน. สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวให้กับผู้ประกอบการไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินหมุนเวียนเดิม วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ระยะเวลากู้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ค้ำประกันอยู่กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะได้รับการพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและ<br />
ค่าจัดการการค้ำประกัน<br />
5) มาตรการอื่น ๆ ได้แก่ ธอส. ประนอมหนี้ให้กับลูกหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน หรือพิจารณาเป็นรายกรณี รวมทั้ง ธอส. และ ธอท. ออกมาตรการสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย<br />
1.2 มาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ ผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ&nbsp;<br />
(Soft Loan) GSB เพื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยปี 2569 (มาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฯ) โดยคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฯ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว โดยธนาคารออมสินได้ออกมาตรการสินเชื่อ Soft Loan ให้แก่สถาบันการเงิน วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเป็นเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ซ่อมแซม ฟื้นฟูสถานประกอบการและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับ SMEs ไม่เกินร้อยละ 3.50 ต่อปีในช่วง 2 ปีแรก สำหรับปีที่ 3-5 ไม่เกินร้อยละ 5.00 ต่อปี วงเงินต่อรายรวมทุกสถาบันไม่เกิน 30 ล้านบาท ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี และมีมติเห็นชอบให้แยกบัญชีมาตรการดังกล่าวเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA)&nbsp;<br />
2. มาตรการภาษี<br />
กระทรวงการคลังมีมาตรการภาษีเพื่อบรรเทาและฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2569 จำนวน&nbsp;<br />
4 มาตรการ ได้แก่&nbsp;<br />
2.1 มาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่นำเข้า<br />
เพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และผู้ประกอบกิจการโรงแรมและสถานที่พักที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ซึ่งมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยให้ยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักร ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบเครื่องจักร รวมถึงเครื่องมือและเครื่องใช้ที่ใช้กับเครื่องจักรตามตอนที่ 84 ของพิกัดอัตราศุลกากร โดยกำหนดเป็นมาตรการชั่วคราวจนถึงวันที่&nbsp;<br />
31 มีนาคม 2570 ทั้งนี้ สิ่งของที่นำเข้าต้องเป็นของใหม่และนำไปใช้ในกิจการของผู้ได้รับสิทธิเท่านั้น ผู้นำเข้าต้องเป็นผู้ได้รับสิทธิหรือผู้แทนจำหน่ายที่มีสัญญาซื้อขายกับผู้ได้รับสิทธิ และต้องแสดงหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ประสบอุทกภัยจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อกรมศุลกากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด<br />
2.2 มาตรการภาษีช่วยค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือ<br />
ผู้ประสบอุทกภัย โดยบุคคลธรรมดา (ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) ที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 - 31 ธันวาคม 2569 ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน สามารถนำค่าใช้จ่าย<br />
ที่จ่ายจริงมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เป็นค่าใช้จ่าย 2 ประเภท ได้แก่&nbsp;<br />
1) ค่าซ่อมแซม ค่าทำความสะอาด หรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมหรือการทำความสะอาด อาคาร ห้องชุด และทรัพย์สินที่ติดตั้งกับตัวอาคารหรือในที่ดินที่ตั้งอาคารหรือที่ติดตั้งกับห้องชุด ไม่เกิน 100,000 บาท&nbsp;<br />
ซึ่งผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์&nbsp;<br />
2) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หรืออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าซื้อ ในกรณีที่มีทรัพย์สินเสียหายมากกว่า 1 แห่ง หรือรถเสียหายมากกว่า 1 คัน ให้รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าด้วยกันภายใต้วงเงินดังกล่าว&nbsp;<br />
2.3 การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย กรณีกรมสรรพากร &nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษี และผู้มีหน้าที่เสียอากร ซึ่งอยู่ในท้องที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบ<br />
สาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน - 29 ธันวาคม 2569 ตามท้องที่ที่กรมสรรพากรกำหนด จะได้รับการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี การนำส่งภาษี และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินที่ครบกำหนดระหว่างวันที่ 1 กันยายน - 29 ธันวาคม 2569 ออกไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 โดยการขยายกำหนดเวลาครอบคลุมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ยกเว้นกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ทั้งนี้ การขยายเวลารวมทั้งการยื่นแบบเป็นกระดาษและผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ อุทกภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กันยายน 2569 กรมสรรพากรอยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศกระทรวงการคลังขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมต่อไป<br />
2.4 มาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของกรมสรรพสามิต ปี 2569&nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2569 ของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษี รวมถึงการยื่นงบเดือน สำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบกิจการสถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งมีภาระภาษีหรือกำหนดยื่นงบเดือนระหว่างเดือนกันยายน - ตุลาคม 2569 ออกไปจนถึงวันที่&nbsp; 15 พฤศจิกายน 2569 อีกทั้ง ขยายกำหนดเวลาการยื่นคำขอรับใบอนุญาตผลิตสุราและยาสูบ รวมถึงใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ และไพ่ สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ใบอนุญาตสิ้นอายุระหว่างวันที่&nbsp;<br />
1 กันยายน - 31 ตุลาคม 2569 ให้สามารถยื่นคำขอได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 โดยให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตรายเดิม</p>

<p>&nbsp;นอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกันจัดทำโครงการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 - 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมภัยพิบัติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งแบ่งออกเป็น 1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ วงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน 2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิตและกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากภัยพิบัติในวงเงินรวมไม่เกิน&nbsp;<br />
2 ล้านบาทต่อคน ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยสามารถขอรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผ่านช่องทาง www.thainatcat.org<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20261021677efabb5cde4b9a041a09086af47b50094719.jpg' type='image/jpg' length='1649945' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เร่ง “ปราบนอมินี” ตรวจสอบที่ดินกลุ่มเสี่ยง-บังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบ ปิดช่องนอมินีรายใหม่]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/552579</link>
<guid isPermaLink="false">42effb2b64ac1c075701e9f9082cd616</guid>
<pubDate>Tue, 20 Oct 2026 13:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(19 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดปฏิบัติการ &ldquo;ปราบนอมินี บังคับจำหน่ายและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง ปกป้องผลประโยชน์ชาติ&rdquo; ซึ่งจัดโดย<br />
กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าพนักงานที่ดินเข้าร่วม นายกรัฐมนตรี ย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการปราบปรามการถือครองที่ดินแทน</p>

<p>คนต่างด้าวโดยมิชอบเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายไทย โดยที่ดินเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ การถือครองและใช้ประโยชน์ต้องถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และไม่เปิดช่องให้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร ความมั่นคงของประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และเครือข่ายนอมินี พร้อมชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมบูรณาการการทำงานจนเกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ที่ผ่านมา&nbsp;</p>

<p>กรมที่ดินได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการตรวจสอบนอมินีระดับจังหวัด&nbsp;พบการถือครองที่ดินโดยนอมินีหรือเข้าข่ายถือครองแทนคนต่างด้าว จำนวน 1,397 ราย รวม 2,360 แปลง เนื้อที่ 5,467 ไร่ คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันประมาณ 14,010 ล้านบาท และได้เร่งบังคับจำหน่ายที่ดินในกรณีที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา</p>

<p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตรวจสอบต้องไม่จำกัดเฉพาะข้อมูลผู้ถือครองที่ดินหรือผู้ถือหุ้นตามทะเบียน แต่ต้องครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจควบคุม ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง เส้นทางการเงิน ทรัพย์สิน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิดและขยายผลถึงเครือข่ายตามกฎหมาย ขณะเดียวกันประเทศไทยยินดีต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศที่สุจริต โปร่งใส และปฏิบัติตามกฎหมายไทย รวมถึงการถือครองหรือใช้สิทธิในที่ดินที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลัก &ldquo;จริงจังกับผู้กระทำผิด และเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติที่ถูกต้อง&rdquo; อย่างไรก็ตามความสำเร็จของปฏิบัติการ LAND ACTION ไม่ได้วัดเพียงจำนวนกรณีที่ตรวจพบ แต่ต้องทำให้แต่ละกรณีได้ข้อยุติและบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลอย่างแท้จริง ภารกิจนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น แหล่งเงินทุน การถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนเส้นทางการเงินและผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งกรมที่ดินต้องดำเนินการเรื่องการถือครองและการจำหน่ายที่ดินตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมประสานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานทันทีเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ 3 ประการ ดังนี้</p>

<p>1. เร่งตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้ได้ข้อยุติเป็นรายกรณี ให้กรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดจัดลำดับความสำคัญของกรณีที่ต้องตรวจสอบ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนดำเนินงาน และกรอบเวลาให้ชัดเจน หากพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนอมินีหรือความผิดอื่น ให้ส่งต่อและขยายผลไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจโดยไม่ชักช้า โดยต้องตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569<br />
2. บังคับจำหน่ายที่ดินและติดตามผลอย่างจริงจัง กรณีตรวจสอบพบการถือครองที่ดินโดยมิชอบ ให้ดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบการรับโอนและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเปลี่ยนตัวนอมินีจากรายหนึ่งไปสู่อีกรายหนึ่ง โดยที่ปัญหายังคงอยู่เช่นเดิม<br />
3. ปิดช่องนอมินีรายใหม่และวางระบบป้องกันในระยะยาว ให้ทุกหน่วยงานนำข้อค้นพบจากการปฏิบัติการครั้งนี้ไปปรับปรุงระบบเฝ้าระวังก่อนและหลังการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและพฤติการณ์ที่อาจนำไปสู่การถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ควบคู่กับการสื่อสารหลักเกณฑ์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าใจ การเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสที่เข้าถึงได้ และการเผยแพร่ผลการดำเนินงานในภาพรวมอย่างสม่ำเสมอ โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้เกี่ยวข้องและไม่เปิดเผยข้อมูลที่กระทบต่อคดี</p>

<p>นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลมุ่งมั่นดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชน และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริตและเคารพกฎหมาย ตามแนวทาง &ldquo;ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม&rdquo;&nbsp;</p>

<p>ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงการทุจริตภาครัฐ ครั้งที่ 2 / 2569 ภายใต้คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนงานและกลั่นกรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาการให้ หรือรับสินบน การทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูล และพัฒนารูปแบบการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล โดยเฉพาะในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติอนุญาต พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทาง ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนงานของภาครัฐต่อ คตท.&nbsp;</p>

<p>ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามมติที่ประชุมครั้งที่ผ่านมาโดยเฉพาะการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ&nbsp;<br />
การยกระดับกระบวนการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมเพื่อผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ตลอดจนการพัฒนาระบบการให้บริการภาครัฐสู่รูปแบบดิจิทัล เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใสในการให้บริการประชาชน&nbsp;</p>

<p>นายภราดร กล่าวว่า ที่ประชุมให้ความสนใจกรณีที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจจับสถานบันเทิงหลายแห่ง ล่าสุดที่จังหวัดระยอง ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ซ้ำเดิมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ที่ประชุมจึงมีมติมอบให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ บช.น. และกรุงเทพมหานคร หารือแนวทาง โดยเบื้องต้นจะต้องดูช่องโหว่ทางกฎหมาย ว่ามีส่วนใดที่ทำให้เกิดการเรียกรับสินบน จากนั้น ทั้ง 3 หน่วยงานจะเดินหน้าแก้ไขปัญหา โดยจะเริ่มที่ถนนข้าวสารเป็นแซนด์บ็อกซ์ สำหรับกรณีที่สถานบันเทิงที่ถูกจับล่าสุดและได้พาดพิงว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องในการรับสินบน จะต้องถูกดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา ซึ่งได้กำชับกับ ป.ป.ท.ให้ใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ในการสอบสวนการกระทำผิด เพื่อส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เร็วที่สุดย้ำว่า คตท.จะดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเข้มงวดที่สุด&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอนุญาต รวมถึงการพัฒนาระบบงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งยังได้พิจารณากระบวนงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความเสี่ยงสูงตามกรอบการดำเนินโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส เพื่อวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมกำหนดแนวทางและมาตรการเชิงป้องกันที่เหมาะสม โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนงาน ลดช่องว่างในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐมีระบบการดำเนินงานที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20261020aa11459abcb5bf10663c315fd5630423130643.jpg' type='image/jpg' length='1506458' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปิดฉาก IMF–World Bank 2026 ต่อยอดเวทีโลก สู่การลงทุน สร้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/551878</link>
<guid isPermaLink="false">9cc9363b33ee14d887a97e0c6fa3f48f</guid>
<pubDate>Mon, 19 Oct 2026 09:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและ กลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12&ndash;18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดหลัก &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; หรือ &ldquo;ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; โดยมีผู้แทนจาก 191 ประเทศเข้าร่วม&nbsp;โดยตลอดช่วงการประชุมที่ผ่านมามีประเด็นสำคัญ ดังนี้</p>

<p>1. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ IMF และกลุ่มธนาคารโลก เปิดตัวกรอบนโยบาย &ldquo;Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services&rdquo; ซึ่งเป็นการริเริ่มของธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันทำงานในคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือ คณะอนุกรรมการ &ldquo;Connect the Dots&rdquo; มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ ให้สามารถตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยและสกัดกั้นเส้นทางเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดย Bangkok Blueprint จะช่วยวางกรอบความร่วมมือและแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ ครอบคลุม 5 เสาหลักและ 12 แนวทางสำคัญ พร้อมรวบรวมประสบการณ์จากไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง และเป็นกรอบหลักการสำหรับประเทศสมาชิกในการร่วมกันป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยเน้นความร่วมมือในการวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การกำหนดแนวทางการป้องกันและตรวจจับอาชญากรรมไซเบอร์ระหว่างประเทศ&nbsp;การกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งภายในและระหว่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยตรวจจับเส้นทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนได้โดยง่าย ซึ่งหลังจากนี้จะผลักดันกระบวนการสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp;ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ มีโอกาสได้รับความคุ้มครองจากการหลอกโอนเงินและการฉ้อโกงทางดิจิทัลดีขึ้น ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้บริการธนาคาร การชำระเงินออนไลน์ และการค้าดิจิทัล&nbsp;ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ จะทำให้มีกรอบกลางสำหรับประสานงานกับต่างประเทศ ลดช่องว่างในการรับมืออาชญากรรมข้ามพรมแดน และยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน&nbsp;</p>

<p>2. การแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง AI กับอนาคตการจ้างงาน โดยเวทีของธนาคารโลก &ldquo;Small AI: More and Better Jobs&rdquo; ให้ความสำคัญกับการใช้ AI เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพและเพิ่มผลิตภาพ มุ่งขับเคลื่อน 3 เป้าหมาย ได้แก่ ยกระดับงานที่มีอยู่ สร้างงานใหม่ และทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์ ผ่านแนวคิด AI in All มุ่งเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจที่มีอยู่ เช่น AI &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; All in AI มุ่งเปลี่ยนการลงทุน Data Center และ Cloud ให้เป็นงานคุณภาพสำหรับคนไทย ผ่านโครงการ SkillBridge เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ พร้อมลดต้นทุนการเข้าถึง AI สำหรับ SMEs และ Startups และ AI for All มุ่งช่วยเหลือแรงงานและธุรกิจที่อาจปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ จะทำให้แรงงานมีโอกาสเพิ่มทักษะดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถใช้ AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อน วางแผนสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ&nbsp;ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เพิ่มโอกาสยกระดับผลิตภาพแรงงานและความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริง&nbsp;</p>

<p>3. แนวคิด &ldquo;Trusted Connector&rdquo; การชูบทบาทประเทศไทยเป็นตัวกลางเชื่อมโยงตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเน้นว่าประเทศไทยต้องไม่มุ่งเพียงดึงดูดเงินลงทุน แต่ต้องเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นการจ้างงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาทักษะแรงงาน การวิจัยและพัฒนา และการเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง ซึ่งจะต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งมุ่งสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศ และไทยยังเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ<br />
ประโยชน์ที่ประชาชนและแรงงานจะได้รับ มีโอกาสได้รับการจ้างงานที่มีคุณภาพและพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ ในขณะที่ SMEs และผู้ผลิตไทย มีโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ เพิ่มตลาด ช่องทางจำหน่ายสินค้า และแหล่งเงินทุน&nbsp;ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ช่วยให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งลงทุนเพียงกลุ่มเดียว&nbsp;</p>

<p>4. การต่อยอดความร่วมมือการลงทุนระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กับ Brunei Investment Agency (BIA) เสริมความมั่นคงทางอาหารและพัฒนาการเงินอิสลาม โดยจากการหารือ<br />
กับกลุ่มธนาคารพัฒนาอิสลาม (Islamic Development Bank: IsDB) เกี่ยวกับการขยายความร่วมมือด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) โครงสร้างพื้นฐาน SMEs การพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าฮาลาล<br />
และการเงินอิสลาม รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือด้านตราสารศุกูก (Sukuk คือ ตราสารทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม) และการพัฒนาศักยภาพของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย&nbsp;ประโยชน์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการSMEs ได้รับ มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการฮาลาล โดยผู้ประกอบการไทยมีโอกาสขยายตลาดไปยังประเทศที่มีความต้องการสินค้าฮาลาล<br />
และบริการที่สอดคล้องกับหลักการเงินอิสลาม&nbsp;ประโยชน์ที่ประเทศได้รับ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและ ภาคธุรกิจ รวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศและสถาบันการเงิน<br />
ในเครือข่าย IsDB&nbsp;</p>

<p>5. ไทย-ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) แลกเปลี่ยนสัญญาเงินกู้โครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข) มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาผ่านโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านการลงทุนสีเขียว การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการระดมทุนภาคเอกชน ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดประชุม Finance in Common Summit 2027 ณ กรุงเทพมหานคร และการสนับสนุนประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนปี 2571 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยได้รับการดูแลและลดผลกระทบจากน้ำท่วม และเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp;ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข พร้อมขยายความร่วมมือด้านการลงทุนสีเขียว การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการระดมทุนภาคเอกชน ตลอดจนผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค</p>

<p>6. ผลักดันการลงทุนพลังงานสะอาดและการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ กรอบวงเงินกู้จากธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อสนับสนุนการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคารภาครัฐและพื้นที่อุตสาหกรรม ใช้กลไกบริษัทผู้ให้บริการด้านพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ให้บริษัทลงทุนปรับปรุงระบบพลังงานก่อน แล้วหน่วยงานที่เข้าร่วมทยอยชำระค่าบริการในระยะยาว พื้นที่นำร่องประกอบด้วยกรุงเทพมหานครและพื้นที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ครอบคลุมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา&nbsp;<br />
การปรับปรุงระบบไฟฟ้าในโรงเรียน สถานพยาบาล สำนักงานเขต และไฟส่องสว่างสาธารณะ นอกจากนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ลงนามความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย เพื่อจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมของประเทศไทย (Thailand Just Transition Roadmap) โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนระยะแรก 20 ล้านบาท เพื่อศึกษามาตรการและกลไกทางการเงินช่วยให้ SMEs แรงงาน เกษตรกร และชุมชนปรับตัวต่อเทคโนโลยีสะอาดและมาตรฐานเศรษฐกิจใหม่ และโครงการ I-SPARK เพื่อศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสานและพัฒนาคาร์บอนเครดิต นำร่องอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในจังหวัดระยอง&nbsp;</p>

<p>ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ประชาชน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ให้บริการสาธารณะมีโอกาสลดค่าไฟฟ้า ทำให้มีทรัพยากรเหลือสำหรับการจัดบริการที่จำเป็นมากขึ้น เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้านติดตั้งโซลาร์เซลล์ ระบบประหยัดพลังงาน การบำรุงรักษา และบริการด้านคาร์บอนแก่ภาคเอกชนและแรงงาน&nbsp;ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ สามารถลดการใช้พลังงาน เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายตลอดอายุสัญญา เพื่อยืนยันว่าการประหยัดพลังงานคุ้มค่ากับค่าบริการที่ต้องชำระจริง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/2026101998b3e45f8d754bdfaf023b7dee88cad4094035.jpg' type='image/jpg' length='1582446' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลใช้เวที IMF–World Bank 2026 สร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเงินกับประเทศคู่ค้าพัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มโอกาสให้ SMEs รับมือภัยพิบัติ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/551807</link>
<guid isPermaLink="false">7b6ecc330deaa27ec98cd137a2fe9078</guid>
<pubDate>Sun, 18 Oct 2026 16:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(17 ต.ค. 69) การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) เป็นโอกาสสำคัญ<br />
ที่รัฐบาลไทยใช้ขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า องค์การระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินระดับโลก&nbsp;<br />
เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน&nbsp;</p>

<p>โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช้เวทีการประชุม IMF&ndash;World Bank 2026 กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินกับประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง ฝรั่งเศส อินเดีย บาห์เรน และปากีสถาน ครอบคลุมการเชื่อมโยงตลาดทุน การเพิ่มช่องทางระดมทุน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการขยายตลาดการค้าและการลงทุนในภูมิภาคต่าง ๆ&nbsp;</p>

<p>ส่วนการหารือกับ ฮ่องกง มุ่งเพิ่มโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและเสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนกับอาเซียน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) และตลาดทุน เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Initial Public Offering: IPO) โดยเฉพาะในสาขาการแพทย์และสุขภาพ เกษตรอัจฉริยะ และอาหาร นอกจากนี้ยังส่งเสริมการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง (Dual Listing) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทไทยเข้าจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์ไทยและฮ่องกง ช่วยเพิ่มช่องทางระดมทุนและขยายฐานนักลงทุนระดับสากล ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจไทยมีเงินทุนสำหรับขยายกิจการ พัฒนานวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน</p>

<p>ขณะที่การหารือกับฝรั่งเศส ให้ความสำคัญกับการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจ สีเขียว และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์</p>

<p>เพื่อสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานนโยบายและกฎระเบียบให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล สำหรับอินเดีย ทั้งสองฝ่ายหารือการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูลทางเลือก และ AI มาใช้ประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิต โดยเฉพาะระบบ ARI Score ของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยที่มีหลักประกันหรือประวัติสินเชื่อจำกัดเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัลและการเชื่อมโยงบริการทางการเงินภายใต้กรอบ BIMSTEC และ BRICS ตลอดจนการขยายการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระหว่างเอเชียใต้กับอาเซียน ซึ่งจะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ธุรกิจไทยและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้<br />
ส่วนการหารือกับ บาห์เรน มุ่งพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัล การเชื่อมโยงบริการทางการเงินข้ามพรมแดน และการป้องกันการฉ้อโกงทางการเงิน ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินอิสลามและตลาดทุน&nbsp;เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงบริการทางการเงินและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยขยายธุรกิจสู่กลุ่มประเทศ</p>

<p>คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่การหารือกับปากีสถาน ทั้งสองฝ่ายมุ่งขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร อาหารแปรรูป พลังงานสะอาด ฮาลาล และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสานต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ปากีสถาน (FTA) และส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยความตกลง FTA ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดเอเชียใต้ และขยายเครือข่ายทางธุรกิจในระยะยาว จากการหารือจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนและนักลงทุนมากขึ้น SMEs มีช่องทางขอสินเชื่อที่เหมาะสมกับศักยภาพของธุรกิจ ขณะที่ภาคการผลิตและการส่งออกมีโอกาสขยายตลาด สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาสินค้าให้แข่งขันได้ในตลาดโลก</p>

<p>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ Human Capital Project (HCP) ของธนาคารโลกอย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกลำดับที่ 101 เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา และทักษะที่จำเป็นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเน้นให้เทคโนโลยีและ AI สร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งความร่วมมือสำคัญคือการเปิดตัวโครงการขยายผลการพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมกับธนาคารโลก โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน ปรับบทบาทภาครัฐให้มุ่งจัดหาเงินทุน บริหารผลสัมฤทธิ์ และประกันคุณภาพ ขณะที่ธนาคารโลกสนับสนุนการดำเนินโครงการ และมหาวิทยาลัยราชภัฏทำหน้าที่พัฒนาครูและผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลเด็กให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันการพัฒนาทุนมนุษย์ในมิติอื่น ๆ ได้แก่ การใช้ AI ลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการสุขภาพ การพัฒนาทักษะและการปรับทักษะแรงงานผ่านโครงการ Skill Bridge การนำ AI มาสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ตลอดจนการพัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และหลักสูตรระยะสั้นแบบ Micro-credentials เพื่อให้ประชาชนทุกวัยสามารถสะสมความรู้และพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกกระจายงานวิจัยและนวัตกรรม<br />
สู่ภูมิภาค ซึ่งจะทำให้เด็กไทยมีโอกาสได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ประชาชนเข้าถึงการศึกษาและบริการสุขภาพได้ทั่วถึงขึ้น แรงงานมีโอกาสเพิ่มทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน และลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสระหว่างพื้นที่<br />
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และ Blue Dot Network (BDN) ส่งเสริมความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเน้นการยกระดับมาตรฐานโครงการให้มีความโปร่งใส ยั่งยืน และพร้อมสำหรับการลงทุน การหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล AI และพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะบุคลากร การระดมทุนจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน โดยสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปประเทศภายใต้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ความร่วมมือกับ OECD และ BDN จะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติสากลและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในไทยและภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ประเทศมีโอกาสได้รับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพมากขึ้น เกิดการพัฒนาระบบคมนาคม พลังงาน และดิจิทัลที่รองรับเศรษฐกิจอนาคต พร้อมเพิ่มโอกาสการจ้างงานและยกระดับมาตรฐานการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับสากล<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมเวทีหารือระดับสูงกับสหภาพยุโรปและผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางนำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมาใช้สนับสนุนนวัตกรรม การลงทุน และการเติบโตของธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการลดข้อจำกัดในการนำสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์มาใช้เป็นเครื่องมือเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เร่งวางรากฐานระบบการเงินที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐาน (IP Finance) ผ่านการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP&nbsp;<br />
ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ตั้งเป้าดำเนินการภายในปี 2571 พร้อมทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนากระบวนการพิจารณาสินเชื่อ ตลอดจนจัดทำโครงการนำร่อง IP Finance Sandbox Thailand เพื่อทดลองใช้แนวทางดังกล่าวร่วมกับ SMEs ผู้ประเมินมูลค่า และสถาบันการเงิน สำหรับระดับภูมิภาค&nbsp;<br />
ไทยยังร่วมผลักดันแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน พ.ศ. 2569&ndash;2573 การพัฒนากรอบประเมินมูลค่า IP และแนวทางจัดหาเงินทุนโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาค้ำประกัน เพื่อให้เกิดมาตรฐานกลางที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงินและนักลงทุน ทั้งหมดนี้มุ่งให้ SMEs และธุรกิจนวัตกรรมมีโอกาสเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ให้เป็นแหล่งทุนสำหรับต่อยอดกิจการ ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลงานวิจัย ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมของไทย<br />
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำของธนาคารโลก เพื่อพัฒนาความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับการพยากรณ์อากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า โดยธนาคารโลกพร้อมสนับสนุนทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจบริบทของไทย เพื่อร่วมประเมินระบบและจัดทำแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งนี้แนวทางสำคัญประกอบด้วยการพัฒนาระบบแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real-time Dashboard) และการใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์และการตัดสินใจ รวมถึงการนำความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนในเมืองมาประกอบการวิเคราะห์สภาพอากาศ พร้อมจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานและการจำลองสถานการณ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่แต่ละระดับสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังหารือการประเมินพื้นที่กักเก็บน้ำที่เหมาะสม โดยพิจารณาปริมาณฝน ภูมิประเทศ แม่น้ำ และพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงน้ำมากไว้ใช้ในช่วงภัยแล้ง โดยเน้นแหล่งน้ำขนาดเล็กและการมีส่วนร่วมของชุมชน ในขณะที่ธนาคารโลกกำลังศึกษาความต้องการพลังงานของ Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกรณีศึกษา เพื่อการวางแผนรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสได้รับข้อมูลเตือนภัยที่รวดเร็วและแม่นยำขึ้น หน่วยงานสามารถวางแผนรับมือน้ำท่วมและภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;<br />
ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20261018da18e6e40bc085a6de1d3e7e13951eb2164941.jpg' type='image/jpg' length='1598848' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เผยความสำเร็จไทยเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 สร้างความเชื่อมั่นเวทีโลก เร่งต่อยอดโอกาสลงทุน สร้างรายได้ อาชีพให้ประชาชน]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/551644</link>
<guid isPermaLink="false">d4c1faad6146dee5120964197583e60d</guid>
<pubDate>Sat, 17 Oct 2026 13:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(16 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) เน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะประเทศที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และแนวคิดจากทั่วโลก โดยชูแนวคิด &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; เป็นแนวทางสำคัญในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อปี 2534 ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลก และในอีก 35 ปีต่อมา ได้มีโอกาสต้อนรับประชาคมโลกกลับมายังกรุงเทพมหานครอีกครั้ง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรองรับการประชุมเมื่อปี 2534 โลกในวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างมาก ไปสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อการค้าและการลงทุน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความท้าทายสำคัญของโลก ความท้าทายเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอาศัยการตอบสนองร่วมกันจากทุกฝ่าย ทั้งนี้แนวคิด &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; ไม่ได้สะท้อนเพียงอนาคตของประเทศไทย แต่หมายถึงอนาคตร่วมกันของประชาคมโลก การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยความเชื่อมโยงบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ทั้งการค้าเสรี การเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุน ตลอดจนความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ได้เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน พร้อมเชิญชวน IMF ธนาคารโลก และประเทศหุ้นส่วน ร่วมเปลี่ยนการหารือให้เป็นความร่วมมือ และเปลี่ยนทรัพยากรทางการเงินให้เป็นโอกาส ซึ่งการตัดสินใจจากการประชุมครั้งนี้ควรนำไปสู่เศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้นและสร้างโอกาส ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ประชาชนในทุกประเทศ</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank 2026 ว่า ประเทศไทยได้รับการยอมรับและความชื่นชมจากผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก สะท้อนถึงความพร้อมและศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านโลจิสติกส์ สาธารณูปโภคพื้นฐาน ความมั่นคง และเศรษฐกิจ ตลอดจนธรรมาภิบาลและการดำเนินงานตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้แก่ประเทศไทย ซึ่งการจัดประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 191 ประเทศ และเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ประชาคมโลกได้เห็นศักยภาพของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างถึงความพร้อมของประเทศด้วยตนเอง เพราะความสำเร็จในการจัดงานเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การจัดประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยไม่มีข้อร้องเรียนหรือข้อบกพร่องสำคัญที่ส่งผลกระทบ<br />
ต่อการจัดงาน ผู้เข้าร่วมประชุมจึงเดินทางกลับพร้อมความประทับใจและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการนำความเข้มแข็งและความพร้อมที่ประเทศไทยได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็น&nbsp;มาต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมธุรกิจการจัดประชุม นิทรรศการ และการท่องเที่ยว ซึ่งการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการรองรับกิจกรรมสำคัญระดับนานาชาติ และสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องจากการจัดงานได้<br />
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพบหารือกับผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา และผู้แทนองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความสัมพันธ์กับภาคส่วนต่าง ๆ ในระดับนานาชาติ อันจะนำไปสู่การจับคู่ทางธุรกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่ประเทศไทยควรนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยจากการหารือกับนายมาทีอัส คอร์มันน์ (H.E. Mr. Mathias Cormann) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ได้เน้นย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับประเทศไทยให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันกับประเทศอื่น สร้างความเชื่อมั่นจากภาคส่วนต่าง ๆ อีกทั้งการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยผลักดันบทบาทประเทศไทยให้กลับสู่จอเรดาร์<br />
ในเวทีระหว่างประเทศ เพิ่มพูนความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยอยู่แล้วให้มีมากยิ่งขึ้น ขณะที่ เลขาธิการ OECD พร้อมสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกของไทยในเวทีการประชุมระหว่างประเทศ พร้อมทั้งชื่นชมประเทศไทยว่ามีความก้าวหน้ามุ่งมั่นที่ดี เชื่อมั่นว่าทิศทางที่รัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอยู่ในขณะนี้จะสามารถนำพาประเทศเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ได้&nbsp;</p>

<p>ในการหารือกับนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (The Federal Reserve System: Fed) ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ชื่นชมประเทศไทยและประทับใจต่อความสำเร็จในการจัดการประชุม 2026 IMF&ndash;World Bank Annual Meetings ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของไทยในการรองรับผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาประเทศ ตลอดจนศักยภาพในการบริหารจัดการงานระดับนานาชาติ อีกทั้งความมีน้ำใจและการให้ความช่วยเหลือของคนไทยยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาของนานาประเทศ และความมีเสถียรภาพของรัฐบาลไทยเป็นปัจจัยสำคัญต่อความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายและการขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ รับมือกับความท้าทายและการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคส่วนต่าง ๆ</p>

<p>นายกรัฐมนตรี ยังได้หารือกับนายมาซาโตะ คันดะ (Mr. Masato Kanda) ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยกับ ADB โดยนายกรัฐมนตรี ขอบคุณ ADB ในความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการรับมือและป้องกันภัยพิบัติ โดยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาและวางแนวทางป้องกันอย่างทันท่วงที เพื่อลดความเสียหายและผลกระทบต่อประชาชน ตลอดจนเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และหารือรายละเอียดและความเป็นไปได้ในการสนับสนุนโครงการบริหารจัดการน้ำ ชัยนาท&ndash;ป่าสัก&ndash;อ่าวไทย รวมถึงแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาล โดย ADB แสดงความสนใจและเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาน้ำในระยะยาว&nbsp;</p>

<p>จากการหารือกับนายลาร์ส คลิงไบล์ (H.E. Mr. Lars Klingbeil) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเยอรมนี ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นส่งเสริมการค้า การลงทุน และธุรกรรมทางการเงินระหว่างกันให้เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ รวมถึงแนวทางส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเยอรมนีมีศักยภาพด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการอาชีวศึกษา ที่สามารถต่อยอดความร่วมมือกับไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทย เพิ่มโอกาสการจ้างงานที่มีคุณภาพ และสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพยุโรป (Thai&ndash;EU FTA) ให้มีความคืบหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดยุโรป ขยายการส่งออก และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้เยอรมนีให้ความสำคัญกับบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางและประตูสู่อาเซียน โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับเยอรมนี รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทยในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญ<br />
ในการยกระดับบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาค ส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่ค้าสำคัญ&nbsp;<br />
ส่วนการหารือกับนางบริกิทเทอ ฮาส (H.E. Mrs. Brigitte Haas) นายกรัฐมนตรีราชรัฐลิกเตนสไตน์&nbsp;</p>

<p>ซึ่งปัจจุบันทั้งสองประเทศมีความตกลงการค้าเสรีไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (Thailand - EFTA FTA) เพื่อกระตุ้นการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น ความตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2570 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการขยายความร่วมมือในด้านตราสารการเงิน และการจัดทำอนุสัญญาเว้นการเก็บภาษีซ้อน (DTA) ในขณะที่ลิกเตนสไตน์มีศักยภาพในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยปัจจุบันมีภาคเอกชนลิกเตนสไตน์ลงทุนด้านการก่อสร้างขนาดใหญ่ในประเทศไทย และมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารเคลือบยานอวกาศ (Spacecraft Coating) สำหรับด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีลิกเตนสไตน์รับไปพิจารณาประเด็นการยกเว้นวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่ประสงค์เดินทางไปท่องเที่ยวในลิกเตนสไตน์ ด้านศาสนา ลิกเตนสไตน์ ขอบคุณประเทศไทยที่ได้มอบพระไตรปิฎกแก่รัฐบาลลิกเตนสไตน์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยปัจจุบันรัฐบาลลิกเตนสไตน์ได้เก็บรักษาพระไตรปิฎกไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงกำหนดการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ในเดือนมกราคม 2570 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาการเดินทางเยือนลิกเตนสไตน์ในห้วงเวลาดังกล่าวด้วย</p>

<p>นอกจากนี้ยังได้หารือกับนายบัดร์ อับเดลอาฏี (Badr Abdelatty) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และชาวอียิปต์ที่อยู่นอกประเทศ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ โดยฝ่ายอียิปต์ ได้พบกับภาคเอกชนและกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและด้านอื่น ๆ ในหลายมิติ การหารือครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของไทยและอียิปต์ในการเป็นประตูเชื่อมโยงสู่ภูมิภาค โดยไทยสามารถเป็นประตูสู่อาเซียน ขณะที่อียิปต์เป็นประตูสู่ทวีปแอฟริกา ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศขยายความร่วมมือและเชื่อมโยงตลาดระหว่างกันได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ฝ่ายอียิปต์ได้เชิญนายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเยือนอียิปต์อย่างเป็นทางการในปี 2570 เพื่อสานต่อความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือระหว่างกันให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น&nbsp;</p>

<p>นายกรัฐมนตรีหารือกับ นายพาโบล ชีโฮ คัง (H.E. Mr. Pablo Chiho Kang) เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย พร้อมคณะนักลงทุนสถาบันกองทุนการเงิน (Australian Institutional Investors) ที่มีความสนใจลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย ซึ่งตั้งแต่การลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เชื่อมั่นว่า ไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับตลาดในภูมิภาค และความพร้อมรองรับการลงทุน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนออสเตรเลียขยายการลงทุนในไทย โดยเฉพาะตลาดทุน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงธุรกิจไทยที่ต้องการเงินทุนระยะยาวเพื่อขยายกิจการและพัฒนานวัตกรรมเข้ากับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา ผ่านโครงการ BOI-to-IPO พร้อมเน้นย้ำความร่วมมือด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหาร ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปอาหารของไทยกับเทคโนโลยีการเกษตรของออสเตรเลีย รวมถึงระบบห่วงโซ่ความเย็นและโลจิสติกส์ ด้านพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน ด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ด้านการผลิตขั้นสูงและการพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมและรองรับการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ขยายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาของทั้งสองประเทศ รวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งวิทยาเขตของ University of New South Wales ในประเทศไทย</p>

<p>ขณะที่การหารือกับนายมีลอยโค สปายิช (Milojko Spajić) นายกรัฐมนตรีมอนเตเนโกร กล่าวถึงความคืบหน้าในการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ โดยมอนเตเนโกรพร้อมสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพยุโรป (Thai&ndash;EU FTA) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมเสนอให้มอนเตเนโกรเป็นสะพานเชื่อมไทยสู่ตลาดยุโรปตะวันออก ส่วนไทยสามารถเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนให้แก่มอนเตเนโกร ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ซึ่งฝ่ายมอนเตเนโกรสนใจส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางมารับบริการด้านสุขภาพในประเทศไทย ขณะที่ไทยมีศักยภาพในการส่งเสริมบริการนวดแผนไทยในมอนเตเนโกร ด้านการค้า เห็นพ้องการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน โดยมุ่งแสวงหาโอกาสและต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพร่วมกัน สำหรับความมั่นคงทางอาหาร มอนเตเนโกรมองประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญด้านอาหาร&nbsp;ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าและการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในอนาคต<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/2026101746a1f405173527d0e550d69db59c7104130840.jpg' type='image/jpg' length='1536111' />
</item>
</channel>
</rss>
