<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่น]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://region7.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” ขยายเวลาจ่ายเงินค่าปลงศพเหตุน้ำท่วมใต้ ถึง 8 มิ.ย.]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/496516</link>
<guid isPermaLink="false">4302413c25179d8b6f2cba0306b22bb8</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 08:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(21 เม.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง &ldquo;กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย&rdquo; ขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย &ldquo;แก้ไขเพิ่มเติม&rdquo; พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด เนื่องจาก พระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกฎหมายหลักที่ใช้มากว่า 18 ปี ถือเป็นกฎหมายหลักและเครื่องมือสำคัญ ที่กำหนดบทบาทและอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ แต่ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า ตั้งแต่ปี 2546-2569 รัฐใช้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมประมาณ 123,667,000,000 บาท เฉลี่ยจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติปีละประมาณ 5,300,000,000 บาท โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2569 รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงินทั้งสิ้น 25,099,404,000 บาท ส่งผลให้ประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติ และสูญเสียโอกาสในการนำงบประมาณไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ดังนั้น การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะทำให้ &ldquo;มีแหล่งเงิน&rdquo; สำหรับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และต่อเนื่อง เกิดความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา &nbsp;ซึ่งจะเป็น &ldquo;หลักประกัน&rdquo; ความต่อเนื่องด้านการคลัง ลดภาระงบประมาณของรัฐบาล และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของประเทศนำไปสู่การฟื้นฟูที่ดีและปลอดภัยกว่าเดิม รวมถึงเยียวยาได้ทุกกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภามุ่งพัฒนาระบบการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติให้ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน โดยออกแบบกลไกการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลัง และสามารถให้ความคุ้มครองและเยียวยาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เรื่องขอความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ แนวทางและอัตราการจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย และขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติม ในส่วนที่กำหนดให้ &ldquo;ให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตเร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม&rdquo; โดยขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีออกไปจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอ ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีเดิมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เห็นชอบและอนุมัติกรอบวงเงิน เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 17-30 พฤศจิกายน 2568 จำนวนเงิน 164,000,000 บาท ในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และตรัง โดยให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตดังกล่าวเร่งรัดดำเนินการ ซึ่งระยะเวลาการช่วยเหลือฯ สิ้นสุดลงในวันที่ 10 มีนาคม 2569 แต่การดำเนินการจ่ายเงินค่าปลงศพให้แก่ทายาทผู้ประสบอุทกภัยยังไม่เสร็จสิ้นและไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยข้อมูล ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 พบว่า การจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 9 จังหวัด ที่ผ่านมา จำนวน 54 ราย ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จำนวน 1 ราย คงเหลืออยู่ระหว่างจังหวัดดำเนินการ จำนวน 109 ราย บางส่วนที่ตกค้างเนื่องจากต้องตามหาญาติ และบางส่วนครอบครัวผู้เสียชีวิตยังตกลงไม่ได้ที่จะให้ใครเป็นผู้รับเงินค่าปลงศพ จึงยังไม่ได้ส่งข้อมูลมาที่ ปภ. ตามกำหนดเวลาการจ่ายเงินค่าปลงศพ จึงให้ขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากกรณีอุทกภัยได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260422c59e1cf8d213adcf45bd1920b24614e6083107.jpg' type='image/jpg' length='1500851' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ย้ำจัดทำงบฯ ปี 2570 ต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” ตอบโจทย์นโยบายสำคัญ 5 ด้าน  ยึดหลักความคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/496159</link>
<guid isPermaLink="false">b345f6b7801aaa8d1a2d152172947e18</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(20 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด การจัดทำงบประมาณจะต้อง &ldquo;ตรงเป้า แม่นยำ&rdquo; และตอบโจทย์นโยบาย &ldquo;10 พลัส&rdquo; เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่<br />
1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม<br />
2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน<br />
3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส<br />
4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส<br />
5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น &ldquo;ราชการทันใจ&rdquo; ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส</p>

<p>สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด &ldquo;กฎเหล็ก&rdquo; ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public - Private Partnership: PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น</p>

<p>นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ<br />
ด้านนายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวชี้แจงถึงการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อให้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สามารถประกาศใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยขอให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1. ทบทวนความเหมาะสม วิเคราะห์และจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ 2. ทบทวนงบประมาณรายจ่ายแผนงานบูรณาการ และรายการทางการเงินที่เกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด พิจารณาให้ความเห็นชอบและส่งให้สำนักงบประมาณในรูปแบบเอกสาร และระบบ e-Budgeting ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ปีนี้เป็นปีที่สำคัญมาก งบประมาณมีจำกัด ต้องทำงบประมาณแบบแม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ยึดหลักการทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า &nbsp;</p>

<p>สำหรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณที่จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา วันที่ 21 เมษายน 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดสรรงบประมาณให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วน พร้อมกับโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้กรอบวงเงินที่มีจำกัด 3.788 ล้านล้านบาท โดยหน่วยรับงบประมาณต้องจัดลำดับความสำคัญในการเสนอคำขอ ตามความจำเป็น เร่งด่วน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับโครงการหรือการดำเนินการเพื่อเพิ่มงบประมาณรายจ่ายลงทุน และเสนอขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า ประหยัด รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสามารถเร่งรัดการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งในแต่ละยุทธศาสตร์จะมีจุดเน้นที่สำคัญ ได้แก่ &nbsp;<br />
1. ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง มีจุดเน้นสำคัญ 4 ข้อ คือ สถาบันของชาติ การธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการน้อมนำและเผยแพร่แนวทางพระราชดำริและการทรงงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดการปฏิบัติอย่างกว้างขวาง ยาเสพติดและอาชญากรรม บูรณาการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามอาชญากรรม และการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ รักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ความมั่นคง แก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ &ldquo;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&rdquo; ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และศักยภาพของกองทัพ พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร การต่างประเทศ การรักษาสมดุลกับทุกขั้วอำนาจและขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศด้วย &ldquo;ทีมประเทศไทย&rdquo; และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571 โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนอยู่ดี กินดี และมีความสุข บ้านเมืองมีความมั่นคงในทุกมิติ และทุกระดับ<br />
2. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีจุดเน้นสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ การเกษตร ส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน เพื่อยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย พัฒนาการทำเกษตรแม่นยำ ด้วย AI อุตสาหกรรม ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย การท่องเที่ยว พัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวให้พร้อมรองรับการพักระยะยาวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและยกระดับเมืองน่าเที่ยวสู่การสร้างมูลค่าสูง ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว SMEs สร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน แก้ไขปัญหาหนี้สินของ SMEs สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ พัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) สู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น<br />
3. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีจุดเน้นสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ การศึกษา พัฒนาระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นสูง ส่งเสริมการเรียนรู้ออนไลน์ พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลการเรียนรู้ เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที (Skill Bridge) ส่งเสริมทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนาคนทุกช่วงวัย พัฒนาศักยภาพคนไทยอย่างรอบด้านควบคู่กับทักษะพื้นฐานชีวิต ยกระดับสมรรถนะของแรงงานทุกกลุ่ม ผ่านการเพิ่มพูนทักษะความรู้ใหม่ (Upskill/Newskill) รวมถึงพัฒนาทักษะเดิม (Reskill) สาธารณสุข สร้างความสมดุลระหว่างการดูแลเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาล มุ่งเน้นการแพทย์แม่นยำและการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการให้บริการ อาทิ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางของประเทศ โดยมีเป้าหมาย เพื่อคนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต<br />
4. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีจุดเน้นที่สำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ พลังทางสังคม ส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อมควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีสวัสดิการที่มั่นคง ความเสมอภาค จัดความคุ้มครองทางสังคมให้ประชาชนได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม และสามารถรองรับผลกระทบจากวิกฤตสังคม และภัยพิบัติ เศรษฐกิจฐานราก พัฒนาทักษะทางการเงินให้คนไทยทุกกลุ่ม แก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและปรับโครงสร้างหนี้ โดยมีเป้าหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ กระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม<br />
5. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีจุดเน้นที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมให้เกิดการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกขยายพื้นที่สีเขียว ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 พัฒนาระบบตลาดคาร์บอน PM2.5 ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตร เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 การบริหารจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ บริหารจัดการน้ำ จัดระบบบริหารจัดการภัยพิบัติด้านน้ำให้มีการพยากรณ์และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ และ AI ในการวิเคราะห์พยากรณ์ข้อมูลน้ำทั้งระบบและต้องมีความแม่นยำในระดับตำบล โดยมีเป้าหมาย เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่าและสมดุล<br />
6. ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ มีจุดเน้นที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ รัฐบาลดิจิทัล พัฒนารัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ปรับการบริการภาครัฐ &ldquo;ราชการทันใจ&rdquo; เปลี่ยนผ่านสู่ &ldquo;ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ&rdquo; ผลักดันร่างกฎหมายอำนวยความสะดวกและให้บริการสาธารณะฯ (Super License) การจัดเก็บข้อมูลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (Machine Readable) และเชื่อมโยงข้อมูลด้วย AI การเงินการคลัง เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลัง แก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มมาตรการจัดการคู่สัญญาภาครัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ กฎหมาย ยกเลิกกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย Omnibus Law ปฏิรูปกฎหมายล้าสมัย ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ธรรมาภิบาลภาครัฐ สร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลภาครัฐ ยึดหลักคุณธรรมและมาตรฐานด้านจริยธรรมอย่างเคร่งครัด และต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้ภาครัฐมีความทันสมัย มีสมรรถนะ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
โดยการทบทวนการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งกำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ หรือ คลัสเตอร์ จึงได้มีการกำหนดแผนบูรณาการของปี 2570 จาก 7 แผนบูรณาการ เหลือ 3 แผนบูรณาการ ได้แก่&nbsp;<br />
1. แผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ&nbsp;<br />
2. แผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ร่วมเป็นฝ่ายเลขานุการ และ&nbsp;<br />
3. แผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ในการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ขอให้เป็นการจัดทำงบประมาณที่ตรงเป้าหมาย แม่นยำ ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เน้นความคุ้มค่า ประหยัด โปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการ ความจำเป็น เร่งด่วน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน การสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศแข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับสากล รวมทั้งจูงใจให้ภาคเอกชน และนักธุรกิจจากต่างประเทศ เข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202604214a9ca500509f5d682a071458704e2b6a093006.jpg' type='image/jpg' length='1443458' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ นำ รมต. ลงเชียงใหม่ สั่งใช้ “Single Command” แก้ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 ภัยแล้ง ฝุ่นข้ามแดน ดูแลสุขภาพประชาชน]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/496158</link>
<guid isPermaLink="false">c3e9540642df7091d4d71cefd1a240bf</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(20 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;</p>

<p>นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมที่กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม&nbsp;</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามและแก้ไขปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเพิ่มเติมและเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย ต้องใช้กลไกท้องที่และท้องถิ่นดำเนินการอย่างจริงจังเข้มข้น ไม่ให้มีการปล่อยปละละเลยหรือละเว้นต่อการแก้ปัญหา เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างครอบคลุมทุกมิติ และยังสั่งการในที่ประชุมให้การบริหารจัดการเป็นไปแบบ &ldquo;Single Command&rdquo; โดยมอบอำนาจการตัดสินใจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมจัดตั้ง War Room และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ศักยภาพของแต่ละหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการสนับสนุนข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยงานสามารถเฝ้าระวังและวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และทันต่อสถานการณ์ ยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณ กำลังคน และทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด</p>

<p>ปัจจุบันพบจุดความร้อนในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านสะสมกว่า 500,000 จุด ส่วนในประเทศไทย จุดความร้อนส่วนใหญ่ยังเกิดในพื้นที่ป่ากว่า 40,989 จุด รองลงมาเป็นพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะไร่ข้าวโพดและพื้นที่ไร่หมุนเวียน 2,951 จุด และ พื้นที่เกษตรอื่น ๆ 2,109 จุด ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กัน ทั้งการรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่เกษตร การส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกร รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่บางจังหวัดดีขึ้น เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนจุดความร้อนลดลงจากหลักหมื่นจุด เหลือในพื้นที่เกษตรเพียง 26 จุด และในพื้นที่ ส.ป.ก. 225 จุด ส่วนปัจจัยจากภายนอกประเทศ พบว่าฝุ่น PM2.5 ประมาณร้อยละ 30&ndash;40 เป็นฝุ่นข้ามแดน รัฐบาลจึงใช้ทั้งกลไกความร่วมมือในระดับอาเซียนควบคู่กับมาตรการภายในประเทศ โดยเฉพาะการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดจากการเผา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดลดลงร้อยละ 70 สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการและการปรับตัวของผู้นำเข้า</p>

<p>ด้านสภาพอากาศ ปีนี้มีความแห้งแล้งมากกว่าปกติ ทำให้เกิดไฟป่าได้ง่าย และคาดว่าจะมีปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงกลางปี ซึ่งอาจทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงสั่งการให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งล่วงหน้า และเพิ่มการกักเก็บน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยปัจจุบันยังไม่พบพื้นที่ขาดแคลนน้ำ คาดว่าหลังวันที่ 21 เมษายน 2569 สภาพอากาศจะเอื้อต่อการทำฝนหลวงมากขึ้น เนื่องจากค่าความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นได้ในระยะต่อไป</p>

<p>ในด้านการดูแลสุขภาพประชาชน เน้นย้ำให้มีความพร้อมด้านยารักษาโรคทางเดินหายใจอย่างเพียงพอ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมในสถานพยาบาล ทั้งการจัดตั้งห้องปลอดฝุ่น คลินิกปลอดฝุ่น การให้บริการทางไกล และการแจกหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 กว่า 5 ล้านชิ้น เพื่อดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง สำหรับสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ชายแดน จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก ของกรมอนามัยและกรมปศุสัตว์ ยังไม่พบการปนเปื้อนของสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งทางการไทยจะประสานความร่วมมือเพื่อตรวจสอบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ผ่านกลไกประเทศที่สาม ได้แก่ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย พร้อมทั้งเร่งติดตั้งสถานีตรวจวัดเพิ่มเติมเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลประชาชนให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังได้สั่งการแต่งตั้ง &ldquo;คณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติในภูมิภาค&rdquo; โดยให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมในนามรัฐบาล สามารถสั่งการลงไปยังฝ่ายปฏิบัติได้โดยตรง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพ&nbsp;</p>

<p>อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้นำคณะลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า ตามแนวคิด &ldquo;ป่าเปียก (Wet Fire Break)&rdquo; และติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจและพบปะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าพื้นที่ดอยสะเก็ด โดยย้ำว่าจะต้องเน้นที่การป้องกันมากกว่าการแก้ไขปัญหา ซึ่งรัฐบาลต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนในความเสียสละ เสี่ยงทั้งภัย ความร้อน ระบบทางเดินหายใจ ทุกคนคือด่านหน้าในการดูแลป่า ดูแลสภาพอากาศให้กับคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจะช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานของทุกคน ยังยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้เกิดความปลอดภัยและสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีในภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน แม้ว่าอีก 2 เดือนจะเข้าสู่ฤดูฝนแต่จะรอไม่ได้ เพราะหลังจากที่ได้สุ่มลงพื้นที่ไปตรวจราชการที่จังหวัดเชียงราย พบว่า นักท่องเที่ยวลดลง ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนจากการท่องเที่ยวไปอย่างมาก อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติงานต้องระมัดระวังตนเองด้วย ต้องไม่เสี่ยงชีวิต หากพบว่าเป็นจุดความร้อนที่มีอันตรายสูงมาก ต้องหาวิธีที่เหมาะสมในการลดผลกระทบจากความรุนแรง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามอย่างใกล้ชิด&nbsp;</p>

<p>ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ระดมหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นบินต่อเนื่องกว่า 400 เที่ยวบิน ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศและลดความหนาแน่นของฝุ่นละอองในภาคเหนือ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กบนพื้นที่สูงและระบบกระจายน้ำในพื้นที่เกษตรกว่า 1,000 แห่ง ใน 507 ชุมชน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและรองรับพื้นที่ทำการเกษตรในชุมชน สนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเปลี่ยนตอซังหรือวัสดุทางการเกษตรให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์และถ่านไบโอชาร์ เพื่อเปลี่ยนเศษวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงให้เป็นรายได้แทนการเผาทิ้ง พร้อมย้ำถึงยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรจากพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้การเผาไปสู่เกษตรมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การปลูกผักในโรงเรือน กาแฟ และไม้ผลเมืองหนาวตามศักยภาพพื้นที่ พร้อมยกระดับสู่มาตรฐาน GAP PM2.5 Free ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตพืชแบบไม่เผา (Zero Burn) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเปิดประตูสู่ตลาดสีเขียว (Green Market) ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผาอีกต่อไป อีกทั้งยังสร้างกลไกสนับสนุนรายได้จากการดูแลระบบนิเวศ (Eco-system Services) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมกันดูแลป่าต้นน้ำกว่า 5 แสนไร่ ตลอดจนส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรและการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยการใช้ฐานข้อมูลรายแปลงและระบบวิเคราะห์จุดความร้อน (Hotspot) เข้ามาทำงานร่วมกับชุมชนในการชี้เป้าและป้องกันเหตุอย่างตรงจุด ที่สำคัญขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดการเผาในพื้นที่อย่างเด็ดขาด หากตรวจพบการฝ่าฝืนจนก่อให้เกิดมลพิษในวงกว้าง จะใช้มาตรการทางกฎหมายและอาจต้องระงับสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการสนับสนุนต่าง ๆ เป็นเวลา 2 ปี &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260421ef2650ac5a9ffcef304ff1b327559067092327.jpg' type='image/jpg' length='1400506' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อุตุฯ เตือน 23-25 เม.ย. เหนือ-อีสาน รับมือพายุฤดูร้อนอีกระลอก ปภ. ส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัย ช่วยเหลือประชาชน 24 ชั่วโมง]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/495928</link>
<guid isPermaLink="false">f47386ae022304da00f5528969a1af6c</guid>
<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 14:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(20 เม.ย. 69) นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน มีผลกระทบจนถึงวันที่ 20 เม.ย. 69 ระบุว่า ประเทศไทยตอนบนจะยังคงมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ซึ่งมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนัก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ เนื่องจากลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และอ่าวไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณประเทศไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ขอให้ประชาชนในบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง</p>

<p>สำหรับวันที่ 20 เมษายน 2569 มีพื้นที่เสี่ยงที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ได้แก่<br />
ภาคเหนือ: จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์<br />
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู สกลนคร นครพนม อุดรธานี มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี<br />
ภาคตะวันออก: จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด</p>

<p>ด้านความช่วยเหลือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์สาธารณภัยจากพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก ระหว่างวันที่ 16 - 19 เมษายน 2569 มีสถานการณ์วาตภัยในพื้นที่ 21 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ อุบลราชธานี นครพนม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ชัยภูมิ สกลนคร ยโสธร นครราชสีมา สุรินทร์ อำนาจเจริญ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด อุดรธานี ปราจีนบุรี สระบุรี และลพบุรี จำนวน 90 อำเภอ 205 ตำบล 613 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 4,511 หลัง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ได้ส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง กรณีบ้านเรือน ต้นไม้ เสาไฟที่ล้มเสียหาย และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ร่วมกับอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จิตอาสา อปพร. อาสาสมัคร มูลนิธิ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย Line @1784DDPM สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784&rdquo; รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากนั้น ในช่วงวันที่ 23-25 เมษายน 2569 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศว่าประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ โดยจะเริ่มจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นภาคกลางและภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202604206cfc82b1d844e4fdd6eebe08e05e8f8a140324.jpg' type='image/jpg' length='1442197' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ นำทีม รมต. ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เร่งแก้ปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 “สุชาติ” ย้ำรัฐบาล มุ่งยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/495926</link>
<guid isPermaLink="false">eb2c7b6fcf09d93d75f9378da30d4e2c</guid>
<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 13:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(20 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลง &nbsp;พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ โดยคณะรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ด้วย ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยจะประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)&nbsp;</p>

<p>กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) และมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลด/ห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ติดตามภารกิจดับไฟป่า ตามแนวคิด &ldquo;ป่าเปียก (Wet Fire Break)&rdquo; และติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (LAI) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ ณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด&nbsp;</p>

<p>นายกรัฐมนตรีห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุขในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งแผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ โดยที่ผ่านรัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน</p>

<p>ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นย้ำถึงความห่วงใยต่อเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันภาคเหนือ ซึ่งปีนี้เผชิญกับสภาวะแห้งแล้งจัดและฝนทิ้งช่วง พร้อมชื่นชมการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ที่เสียสละกินนอนในป่าเพื่อดับไฟ โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสียจากการปฏิบัติหน้าที่ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคน ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหานี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เนื่องจากพื้นที่ภาคเหนือมีปัญหาไฟป่าที่เกิดจากในประเทศและปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยเฉพาะจุดความร้อนจากประเทศเมียนมาที่บางครั้งมีจำนวนสูงกว่าไทยและพัดเข้าสู่พื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้เร่งประสานความร่วมมือกับเมียนมาและลาวเพื่อช่วยกันลดจุดความร้อนอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งสั่งการให้นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ เร่งทำโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าและใช้ประโยชน์อย่างสมดุล โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญและมุ่งสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และขอให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดช่วยสื่อสารความจริงใจและความตั้งใจจริงของภาครัฐให้ประชาชนได้รับทราบ&nbsp;</p>

<p>ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนหน่วยงานที่ตกค้าง ทั้งในส่วนของกระทรวงกลาโหม มหาดไทย และภาคชุมชน โดยมีการนำงบประมาณจากรายได้การท่องเที่ยวในภาคใต้มาช่วยสนับสนุนการทำงานในภาคเหนือเพื่อความเท่าเทียม อีกทั้งขอความร่วมมือผู้นำท้องถิ่นและฝ่ายปกครอง กำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ช่วยสืบหาข่าวกลุ่มผู้ที่ลักลอบเผาป่าเพื่อหาของป่า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนและอันตรายต่อเจ้าหน้าที่อย่างยิ่ง โดยมีเหตุการณ์สลดที่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่อุดรธานีประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย<br />
ส่วนสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อน (Hotspot) ทั่วประเทศในปัจจุบันตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) รวม 759 จุด กระจายอยู่ในป่าอนุรักษ์ 463 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 175 จุด และพื้นที่นอกป่า 121 จุด แม้ว่าภาพรวมจำนวนจุดความร้อนจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกภาคส่วนยังคงร่วมมือปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง โดยได้ดำเนินการปิดพื้นที่อนุรักษ์ไปแล้วรวม 204 แห่ง และมีการประกาศปิดอย่างไม่มีกำหนดในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงอีก 6 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดไปแล้ว 24 คดี และคดีลักลอบล่าสัตว์ป่าอีก 23 คดี ซึ่งพบพฤติกรรมการเผาป่าร่วมด้วย</p>

<p>สำหรับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 พบว่าต้นกำเนิดสำคัญมาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งกลุ่มควันได้ไหลเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ แม้ว่าจำนวนจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้จะเริ่มลดลง แต่สภาพอากาศที่ปิดและการระบายอากาศที่ไม่ดีส่งผลให้ยังคงมีหมอกควันสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจังหวัดที่มีสถิติการเผาป่าสูง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี เชียงใหม่ ตาก น่าน อุตรดิตถ์ ลำปาง พะเยา ชัยภูมิ และเชียงราย อุปสรรคสำคัญในปีนี้คือสภาวะความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายจังหวัด ส่งผลให้เชื้อเพลิงในป่าแห้งตัวและเกิดไฟไหม้กระจายตัวเป็นวงกว้าง<br />
ในเวลาเดียวกัน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานชี้แจงแก่ประชาชนถึงมาตรการประกาศปิดป่า ซึ่งหมายถึงการห้ามบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนตามกฎหมาย เว้นแต่บุคคลหรือชุมชนที่ผ่านการคัดกรองและลงทะเบียนเพื่อเข้าเก็บหาของป่าในพื้นที่และเวลาที่ผ่อนปรนให้เท่านั้น หากพื้นที่ใดพบความเสียหายจากไฟป่าลุกลามอย่างหนักถึงร้อยละ 70-80 จำเป็นต้องประกาศปิดป่าถาวรจนกว่าธรรมชาติจะฟื้นฟู อีกทั้งได้สั่งการให้หัวหน้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์นำแนวทาง &ldquo;เชียงดาวโมเดล&rdquo; มาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกับชุมชน โดยครอบคลุมทั้งแผนการป้องกัน แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงก่อนฤดูไฟ แผนเผชิญเหตุ แผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ และแผนฟื้นฟูป่าหลังเกิดไฟไหม้ ซึ่งแผนการดำเนินงานทั้งหมดนี้จะถูกรวบรวมเข้าสู่ระบบราชการเพื่อบรรจุเป็นแผนงบประมาณบูรณาการในปี 2569 และ 2570 เพื่อให้การจัดการไฟป่าในอนาคตมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป</p>

<p>(19 เม.ย. 69) นายสุชาติ ได้ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่ยังคงทวีความรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานและมาตรการต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและให้ข้อมูลด้านคุณภาพอากาศแก่นักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากดัชนีคุณภาพอากาศในพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง และตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ณ สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการหลักในการเฝ้าระวังและควบคุมไฟป่าในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย พร้อมชื่นชมความเสียสละของกำลังพลทุกนาย ทั้งจากสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์และหน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักติดต่อกันหลายสัปดาห์ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนและมีความเสี่ยงสูง ยืนยันว่าจะสนับสนุนงบประมาณ สวัสดิการ และอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ด่านหน้ามีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และขอให้เฝ้าระวังพื้นที่อย่างเข้มงวดต่อเนื่องไปจนกว่าจะสิ้นสุดหน้าแล้งและเข้าสู่ฤดูฝน เพื่อปกป้องทรัพยากรป่าไม้และสุขภาพปอดของประชาชนอย่างดีที่สุด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260420e8824ebb3157b53c7cf617e34a60e5a7135941.jpg' type='image/jpg' length='1372543' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ยศชนัน” สั่งติดตั้ง “ห้องปลอดฝุ่น” สู้วิกฤต PM2.5 “พิพัฒน์” ขยายเวลาลงทะเบียนช่วยค่าน้ำมัน ถึง 24 เม.ย. 69 “ไชยชนก” เร่งกระจายสินค้าราคาถูกช่วยประชาชน]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/495634</link>
<guid isPermaLink="false">04bed1df084aa7a431b040a08fb0fc0f</guid>
<pubDate>Sun, 19 Apr 2026 08:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(18 เม.ย. 69) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่เปิดตัวและติดตั้ง &ldquo;ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร&rdquo; นวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือสู้วิกฤต PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยต้นทุนเพียง 3,600 บาทต่อห้อง จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศนอกอาคาร พบค่าฝุ่นสูงถึง 150-180 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับวิกฤตที่กระทบสุขภาพประชาชนโดยตรง ท่ามกลางกลุ่มควันที่ปกคลุมทั่วจังหวัดเชียงใหม่ โดยย้ำว่าสถานการณ์นี้ไม่สามารถรอได้จำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงทันที</p>

<p>นายยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้า 2 แนวทางคู่ขนาน คือระยะสั้น จะนำ &ldquo;ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร&rdquo; ผลงานวิจัยฝีมือคนไทย จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาแก้ปัญหาให้คนไทยในราคาประหยัด ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ ระบบความดันบวก (Positive Pressure) ร่วมกับเครื่องฟอกอากาศ DIY และ เซนเซอร์ IoT วัดฝุ่น ที่จะทำงานประสานกันทั้งเติมอากาศใหม่และกำจัดฝุ่นภายในห้องภายในห้อง ติดตั้งเสริมในอาคารเดิมได้ทันที พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ท้องถิ่นและช่างชุมชน ให้สามารถผลิตและซ่อมบำรุงได้เอง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นจริงและยั่งยืนในพื้นที่ โดยระยะแรก จะขยายผล &ldquo;ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร&rdquo; ไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย เป้าหมายระยะถัดไปจะขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางกว่า 2.3 ล้านคนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ สำหรับระยะยาว รัฐบาลจะเดินหน้านำ Deep Tech (เทคโนโลยีเชิงลึก) มาใช้สืบค้นต้นตอของปัญหาฝุ่นอย่างแท้จริง พัฒนาระบบตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ร่วมพัฒนากับผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะอาสาสมัครดับไฟป่า พร้อมตั้งเป้าให้ใช้งานได้จริงภายใน 1 ปี เพื่อลดปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุ&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้ประชุมบูรณาการแนวทางการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) อำเภอแม่ริม พร้อมระบุว่า ประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่มีศักยภาพในการผลิตนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นได้เองมานานแล้ว หรือที่เรียกว่า &ldquo;Made in Chiang Mai&rdquo; ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นทางการเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการทำงานในพื้นที่ เช่น ห้องความดันบวก และมุ้งกันฝุ่นที่เป็นนวัตกรรม DIY ราคาถูก เพื่อให้คนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้ง่าย และสามารถดึงสถานศึกษาในเครืออาชีวะ มหาวิทยาลัยราชมงคล หรือราชภัฏ เข้ามาเป็นแกนกลางช่วยดำเนินการให้ชุมชนได้ทันที อีกทั้งยังเน้นนโยบายการใช้ข้อมูลเชิงลึกระดับโมเลกุลและเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ต้นตอของฝุ่นและจุดเกิดไฟป่าให้แม่นยำยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกันข้ามกระทรวง และขอให้ทุกหน่วยงานเริ่มลงมือแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมและฐานข้อมูลที่มีอยู่ได้ทันที</p>

<p>ขณะที่มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ตามที่กรมการขนส่งทางบกได้เปิดลงทะเบียนรับเงินเยียวยา ผ่านระบบ &ldquo;DLT พร้อมซัปพอร์ต&rdquo; ทั้งทาง Online และ Walk-in แต่พบว่ามีผู้ลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก และยังมีผู้ประกอบการที่มีสิทธิแต่ยังไม่สามารถลงทะเบียนสู่ระบบได้ โดยจากการเปิดลงทะเบียนในวันที่ 16 &ndash; 17 เมษายน 2569 มีผู้ลงทะเบียนที่มีสิทธิกว่า 26,000 ราย ในขณะที่จำนวนยานพาหนะที่ลงทะเบียนในระบบมีกว่า 116,000 คัน ดังนั้นนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงสั่งการให้กรมการขนส่งทางบก ขยายระยะเวลาการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิเงินช่วยเหลือ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิและเป็นไปตามจุดประสงค์ของมาตรการที่ต้องการช่วยผู้ประกอบการขนส่ง รวมถึงลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยได้ขยายเวลาลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 24 เมษายน 2569 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้ลงทะเบียนได้อย่างครบถ้วน&nbsp;</p>

<p>สำหรับผู้ประสงค์ขอรับสิทธิช่วยเหลือสามารถลงทะเบียนผ่านระบบ &ldquo;DLT พร้อมซัปพอร์ต&rdquo; ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบก ได้ปรับปรุงระบบลงทะเบียนให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับ ผู้ลงทะเบียนทาง Online พร้อมย้ำว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเหลือผู้ประกอบการรถโดยสารและรถบรรทุกขนส่งสินค้าที่ใช้น้ำมันดีเซลหรือเบนซินก่อน เนื่องจากเป็นผู้ได้รับผลกระทบสูงจากวิกฤตความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจัดเดินรถทั้งในส่วนของรถโดยสารและรถขนส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยประคับประคองสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ</p>

<p>ทั้งนี้ ในการลงทะเบียนขอรับสิทธิ ผู้สมัครจะต้องแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และเอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร (ซึ่งเอกสารจะแตกต่างกันไปตามประเภทรถที่ขอรับสิทธิ) โดยการได้รับสิทธิช่วยเหลือจะเป็นไปตามเกณฑ์ที่กรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด ซึ่งจะพิจารณาการจ่ายเงินช่วยเหลือตามสัดส่วนระยะเวลาที่ให้บริการขนส่งจริงหลังจากวันที่ลงทะเบียนสำเร็จ ภายใต้กรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการ 42 วัน (ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน &ndash; 31 พฤษภาคม 2569)</p>

<p>ส่วนการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนด้วยสินค้าราคาพิเศษตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ดำเนินโครงการกระจายสินค้าราคาประหยัด &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระจายและจัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาถูก โดยใช้เครือข่ายของ ปณท. เป็นช่องทางหลักไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; จะกระจายสินค้าผ่าน ปณท ใน 2 ช่องทางคือ&nbsp;<br />
1. จัดจำหน่ายสินค้าขายปลีก ณ ที่ทำการไปรษณีย์ ให้กับประชาชนโดยตรง&nbsp;<br />
2. จัดจำหน่ายสินค้า (ขายส่ง) ให้กับรถเร่ (รถพุ่มพวง) เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ โดยมีกลุ่มสินค้าอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมประมาณ 10 รายการ โดยตั้งเป้าหมายการกระจายสินค้าสู่รถเร่ประมาณ 3,800 คัน และสร้างตลาดท้องถิ่นเพิ่มเติมประมาณ 1,000 แห่ง&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการในต้นเดือน พฤษภาคม 2569 ในระยะแรกจะเริ่มจำหน่ายสินค้า ณ ที่ทำการไปรษณีย์ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวมประมาณ 120 แห่ง ก่อนขยายในพื้นที่ระดับอำเภอต่อไป นอกจากนี้จะนำสินค้า OTOP/SMEs จัดจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ &ldquo;ThailandPostMart&rdquo; เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าจากร้านค้าประมาณ 2,000 ราย ร่วมกับอีก 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Shopee Lazada TikTok Line man และ Grab ซึ่งกรมการค้าภายในจะมีส่วนลดค่าขนส่งสนับสนุนรายการสั่งซื้อ 100 บาท และจะยกเว้นค่า Gross Profit (GP คือ ส่วนแบ่งรายได้ที่ร้านค้าต้องจ่ายให้แพลตฟอร์มเดลิเวอรี) ขณะเดียวกันยังได้ร่วมกับ กรมการค้าภายใน ดำเนินโครงการ &ldquo;กล่องผลไม้ DIT&rdquo; จัดทำกล่องผลไม้จำนวน 300,000 กล่อง และสนับสนุนตะกร้าผลไม้จำนวน 35,000 ใบ เพื่อรองรับมาตรการการแก้ไขปัญหาเรื่องผลผลิตทางการเกษตรด้วย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202604195a419dbbc03defddb2a2d9fc19daad3b085150.jpg' type='image/jpg' length='1334761' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เอกนิติ” เร่งส่งเสริมความร่วมมือการค้า การลงทุนไทย-สหรัฐ-จีน-ญี่ปุ่น-สิงคโปร์ สู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-WB ตุลาคมนี้]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/495633</link>
<guid isPermaLink="false">17b5191cb7114304f118998b60abe7dc</guid>
<pubDate>Sun, 19 Apr 2026 08:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ในช่วงวันที่ 15 - 17 เมษายน 2569 โดยได้เข้าร่วมหารือกับสภาหอการค้าสหรัฐอเมริกา (US Chamber of Commerce) ระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยย้ำว่ารัฐบาลไทยมีเสถียรภาพสูงและเห็นความสำคัญของความร่วมมือและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐ โดยเฉพาะการยกระดับเทคโนโลยีและทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยผู้แทนสภาหอการค้าสหรัฐฯ ประสงค์ที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทยต่อไป</p>

<p>ในเวที IMF Governor Talks ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและบทบาทของภูมิภาคเอเชียรวมทั้งประเทศไทย เน้นย้ำการยกระดับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนาทุนมนุษย์ และการปรับปรุงกฎระเบียบ โดยรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านกรอบนโยบาย &ldquo;4T&rdquo; ได้แก่ Target (การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า) Transition (การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด) Transformation (การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ) และ Together (ความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วน) ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น Smart Grid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า และการส่งเสริมกลไก Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเน้นย้ำว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเป็น &ldquo;แรงยึดเหนี่ยว&rdquo; ของระบบเศรษฐกิจโลกได้ ซึ่งไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF&ndash;World Bank Annual Meetings) ในเดือน ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร จะขับเคลื่อนการประชุมภายใต้แนวคิด &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในยุคที่โลกเผชิญความท้าทายรอบด้าน และยกระดับบทบาทของอาเซียนในฐานะพลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป ในโอกาสนี้ ได้หารือทวิภาคีกับผู้แทนสหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจโลกและยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน&nbsp;</p>

<p>ในการหารือกับสหภาพยุโรป โดยมีนาย Kyriakos Pierrakakis ประธาน EuroGroup และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องขยายความร่วมมือด้านการลงทุน โดยเฉพาะในสาขาพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมขั้นสูง และส่งเสริมการเชื่อมโยงเงินทุนจากยุโรปสู่โอกาสการเติบโตใหม่ของไทย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนความร่วมมือกับจีน ได้หารือกับ นายหลาน ฝัว อัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจร่วมกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) AI Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งแนวโน้มการลงทุนของจีนในประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยจะเน้นที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะที่ญี่ปุ่นได้หารือกับ Ms.Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการยกระดับผลิตภาพ การปฏิรูปเศรษฐกิจ การมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ และยกระดับฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว โดยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ยังได้หารือทวิภาคีกับ Indranee Rajah รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ เกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่านและความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยใช้โอกาสจากการเป็นประธานอาเซียนต่อเนื่องของสิงคโปร์ในปี 2570 และไทยในปี 2571 เพื่อผลักดันวาระการเงินของภูมิภาคในลักษณะต่อเนื่องระยะกลางอย่างเป็นระบบ &nbsp;เช่น การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค (ASEAN Power Grid ) รวมถึงได้หารือกับ Ambassador Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา โดยไทยเน้นย้ำความตั้งใจในการร่วมมือกัน ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลไทย เพื่อนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกัน</p>

<p>นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังได้ร่วมเสวนาเศรษฐกิจโลก &ldquo;The Debate on the Global Economy&rdquo; เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 โดยกล่าวว่าในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ เช่นเดียวกันกับหลายประเทศ จึงได้รับผลกระทบมากทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอุปสงค์อ่อนแอและเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ได้ในที่สุด ความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา ประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยชูจุดแข็งเรื่องความเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Secure Place) ควบคู่กับการปฏิรูปกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ โดยมีแผนเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Energy Transition) อีกทั้งได้เน้นย้ำว่าดุลการชำระเงินของไทยยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากกว่า 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ากับการนำเข้าถึง 10 เดือน พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และธนาคารโลก เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือและระดมทุนให้แก่ประเทศที่ต้องการการสนับสนุน โดยรากฐานที่มั่นคงจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่ &ldquo;New Horizons&rdquo; ซึ่งเป็นธีมหลักของการประชุมประจำปี IMF&ndash;World Bank ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ &nbsp;</p>

<p>ขณะเดียวกัน ดร.เอกนิติ พร้อมนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือทวิภาคีกับนาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อยืนยันความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม Annual Meetings ปี 2569 และวันที่ 17 เมษายน 2569 ได้หารือทวิภาคีกับนายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก เกี่ยวกับกรอบความร่วมมือระหว่างไทยและธนาคารโลก โดยมีโครงการสำคัญ คือ Low Carbon City Project ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว และการเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล (digital financial inclusion) โดยธนาคารโลกกล่าวชื่นชมประเทศไทยในการนำ digital finance และ AI เข้ามายกระดับทักษะ คุณภาพชีวิตและผลิตภาพให้ประชาชน อีกทั้งได้หารือถึงความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12&ndash;18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอโมเดลการพัฒนาของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่สายตาโลก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202604196dff06de26f13bab28630201d0c42166084723.jpg' type='image/jpg' length='1470920' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” เร่งกระจายสินค้าราคาประหยัด ลดค่าครองชีพให้คนไทยทั่วประเทศ สินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ลดต้นทุนเกษตรกร]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/495502</link>
<guid isPermaLink="false">ba87a81b1e7624b4bbb5382dbccd3999</guid>
<pubDate>Sat, 18 Apr 2026 11:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(17 เม.ย. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการสินเชื่อ &ldquo;ดอกเบี้ยคนละครึ่ง&rdquo; เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ซึ่งการดำเนินมาตรการในช่วงนี้เป็นการทำงานแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการดูแลสถานการณ์ปัจจุบัน การปรับโครงสร้างภาคการผลิต และการสร้างความยั่งยืนในอนาคต โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ ทั้งนี้โครงการสินเชื่อ &ldquo;ดอกเบี้ยคนละครึ่ง&rdquo; ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น กำหนดวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ระยะเวลาโครงการ 3 ปี และระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี แบ่งเป็นเกษตรกรรับภาระ 3% และรัฐบาลช่วยชำระอีก 3% เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการต้องผ่านการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการต้นทุน เช่น การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และต้องใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อปัจจัยการผลิตผ่านสถาบันเกษตรกรหรือแหล่งที่กำหนด รวมถึงใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานภาครัฐ&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้รัฐบาลยังขยายการดูแลไปยังวัตถุดิบสำคัญในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ &ldquo;เม็ดพลาสติก&rdquo; ซึ่งมีผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยได้หารือร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อหาแนวทางส่งเสริมการผลิตบรรจุภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ชานอ้อย ฟางข้าว และวัสดุชีวมวลอื่น ๆ เพื่อนำมาทดแทนการใช้พลาสติก โดยแนวทางดังกล่าวมุ่งลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งบรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานระยะยาวผ่านการส่งเสริมวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต่อยอดศักยภาพภาคการเกษตรไทย โดยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่าในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรในระยะยาว</p>

<p>สำหรับการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ตามนโยบายและข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติให้ดำเนินโครงการ &ldquo;เยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน&rdquo; จัดจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษสำหรับพื้นที่ที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น พื้นที่ชนบทห่างไกล หรือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผ่านการจัดโครงการ &ldquo;ธงฟ้าราคาประหยัด&rdquo; จำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดเฉลี่ย 30&ndash;60% ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 200 รายการ เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม และน้ำตาลทราย ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 500 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน สำหรับพื้นที่ห่างไกลที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงตลาดนัดหรือร้านค้าธงฟ้าได้ จะใช้รูปแบบ &ldquo;ตลาดเคลื่อนที่&rdquo; และโครงการ &ldquo;รถพุ่มพวง&rdquo; ในการกระจายสินค้า โดยมีตัวอย่างความสำเร็จที่จังหวัดนครราชสีมา</p>

<p>สำหรับการขับเคลื่อนโครงการธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน ได้เปิดรับผู้ประกอบการ &ldquo;รถพุ่มพวง&rdquo; เพิ่มเติม กำหนดเป้าหมาย 3,800 คัน นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้สั่งการให้นายอำเภอทุกอำเภอทั่วประเทศ สนับสนุนการดำเนินโครงการ พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ไปยังประชาชน ผู้ประกอบการรถพุ่มพวง สามารถลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน ผู้ที่มีรถสามารถมาลงทะเบียนรับสินค้าราคาพิเศษไปจำหน่ายในพื้นที่ห่างไกลได้ โดยมาตรการทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ดูแลกลุ่มเปราะบาง และสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SME โดยให้ปลัดจังหวัดแจ้งนายอำเภอดำเนินการ ดังนี้<br />
1. ให้ทุกอำเภอ มอบหมายปลัดอำเภอ 1 คน เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยให้หมั่นติดตามข้อมูลข่าวสารและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการขับเคลื่อน ในพื้นที่อย่างรวดเร็วและทันท่วงที<br />
2. ให้ทุกอำเภอ สำรวจข้อมูลด้านการพาณิชยกรรมในพื้นที่ ได้แก่ ข้อมูลรถขายสินค้าอุปโภค บริโภค (รถพุ่มพวง) ข้อมูลตลาดสด ตลาดนัด ข้อมูลร้านค้าสวัสดิการชุมชน ผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่<br />
3. ให้ทุกอำเภอ เตรียมความพร้อมสนับสนุน การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล และมาตรการ ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ที่จะเริ่มขับเคลื่อนในระยะต่อไป เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการไทยช่วยไทย โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น ทั้งนี้ ให้ประสานงานและเตรียมการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างใกล้ชิด</p>

<p>ส่วนการดูแลกลุ่มแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคม พัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดังนี้&nbsp;<br />
กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของรัฐที่ทำความตกลง<br />
- ครอบคลุมบริการอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน และการผ่าฟันคุดทุกกรณี รวมถึงเพิ่มสิทธิ ได้แก่ เกลารากฟัน ขลิบแต่งกระดูกเพื่อเตรียมช่องปากก่อนใส่ฟันเทียม โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งตามมาตรฐานและความจำเป็นทางการแพทย์ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นกรณีเข้าคลินิกพิเศษ ผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมแพทย์เอง โดยอ้างอิงอัตราตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขสำหรับคนไทย พ.ศ. 2568&nbsp;<br />
- ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 - 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาทต่อครั้ง&nbsp;<br />
- เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปากสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา</p>

<p>กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของเอกชนที่ทำความตกลง<br />
- ครอบคลุมบริการ อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน วงเงิน 900 บาทต่อปี กรณีมีค่าใช้จ่ายเกิน 900 บาท ผู้ประกันตนต้องชำระส่วนต่างเอง<br />
- เพิ่มเติมอัตราค่าผ่าฟันคุดในอัตรา 1,500 - 2,500 บาทต่อซี่ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม<br />
- ปรับเพิ่มวงเงินการทำฟันปลอมเป็นอัตรา 1,500 - 6,000 บาท และค่าซ่อมฟันปลอมในอัตรา 900 บาทต่อครั้ง&nbsp;<br />
- เพิ่มสิทธิการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปาก สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากที่ไม่สามารถใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ โดยมีสิทธิสำหรับค่าผ่าตัด 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียม 3,300 บาท รวมถึงค่าติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา</p>

<p>ทั้งนี้ผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันที่เข้ารับบริการ รวมถึงหลังจากที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนไม่เกิน 6 เดือน กรณีใช้บริการกับสถานพยาบาลที่ไม่ได้ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม จะต้องสำรองจ่ายไปก่อน แล้วยื่นขอรับเงินคืนได้ตามหลักเกณฑ์ ผ่านระบบ e-Self Service หรือยื่นที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างการทำความตกลงร่วมกับสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ประสงค์ให้บริการทันตกรรมแก่ผู้ประกันตน โดยจะแจ้งรายชื่อสถานพยาบาล/คลินิก ที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคมให้ผู้ประกันตนทราบผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th ต่อไป</p>

<p>ส่วนการลดภาระผู้ปกครองก่อนเปิดภาคเรียน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้ปลดล็อกระเบียบสถานศึกษาที่ไม่จำเป็นหลายด้าน อาทิ การพิจารณาลดค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นโดยอนุโลมให้ผ่อนผันการชำระเงินได้ อนุโลมให้สวมชุดนักเรียนเดิมได้แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน และให้โรงเรียนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนวันสวมชุดพลศึกษาหรือชุดไปรเวทสุภาพ ไม่บังคับซื้อชุดลูกเสือ-เนตรนารี เต็มยศ แต่อนุโลมให้สวมเพียงผ้าพันคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพลศึกษาได้ นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนระเบียบการปักชื่อ-นามสกุลเต็มบนเสื้อนักเรียน เป็นการปักอักษรย่อของโรงเรียน พร้อมทั้งจัดหาและตรึงราคาอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260418613961a7964082c6694d02b4ceb24d91115114.jpg' type='image/jpg' length='1276248' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ลงใต้ 3 จังหวัด ยกระดับความมั่นคงในพื้นที่ เร่งคืนสันติสุขชายแดนใต้ ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/495501</link>
<guid isPermaLink="false">85aa29ad6a358ad0fea32b4940902712</guid>
<pubDate>Sat, 18 Apr 2026 11:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(17 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) นำคณะรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชุมหารือด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาคารศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จังหวัดยะลา</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ตั้งใจพบปะกับข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อยืนยันถึงการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นนโยบายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้ ตามที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วเมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา มาเป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่ได้บุคลากรที่มีประสบการณ์และมีความชำนาญในพื้นที่มา ช่วยผลักดันขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลได้น้อมนำแนวทางการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร หลักการ &ldquo;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&rdquo; ยึดถือเป็นธงนำในการทำงาน นำสันติสุขคืนสู่ชายแดนภาคใต้โดยเร็ว ซึ่ง &ldquo;ความเข้าใจ&rdquo; หมายถึง เราต้องศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งเพื่อเข้าใจปัญหาพื้นที่ และวิถีชีวิตของประชาชน &ldquo;เข้าถึง&rdquo; คือ ลงพื้นที่อย่างจริงจังพบปะประชาชนเพื่อรับรู้รับทราบ สร้างความไว้วางใจ และ &ldquo;การพัฒนา&rdquo; หมายถึงการแก้ไขปัญหาและการสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยสอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมาร่วมพัฒนาพื้นที่ด้วยกันให้เกิดความสงบสุข สันติสุข ความเจริญทางเศรษฐกิจ และความมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในพื้นที่ให้ได้ผลสัมฤทธิ์&nbsp;</p>

<p>อย่างไรก็ตามการพัฒนาที่ดีและมีประสิทธิภาพจึงต้องเริ่มจาก &ldquo;ความเข้าใจ&rdquo; แล้วจึงเข้าถึงก่อนจะพัฒนาได้อย่างแท้จริง ถ้าไปสลับขั้นตอนหรือข้ามขั้น ปัญหาจะเกิดทันที ซึ่งความเข้าใจนั้น ต้องทำให้ตรงกับบริบทและสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ตลอด เพราะโลกวันนี้หมุนเร็ว มีปัจจัยใหม่ ๆ ที่ทำให้ต้องทบทวนความเข้าใจเดิมอยู่เสมอ ซึ่งเป็นด่านแรกที่จะต้องปรับให้ได้ เช่น กระทรวงมหาดไทยที่เป็นกำลังสนับสนุนได้อย่างเต็มที่คือฝ่ายปกครอง ซึ่งเราได้ดำเนินการต่อเนื่องและทำต่อไปคือแนวทาง &ldquo;ทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที&rdquo; เช่นเดียวกับสถานการณ์ภาคใต้ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับโลก จึงขอให้ทุกคนได้ใช้แนวทางนี้ในการทำงาน ซึ่งการมาที่นี่เพื่อยืนยันให้หน่วยงานในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติต่าง ๆ ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน พร้อมกำชับว่าในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้องเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อดูแลเรื่อง &ldquo;ปากท้อง&rdquo; ของประชาชน สร้างอาชีพ รายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สำหรับโครงการสำคัญที่ต้องผ่านการตัดสินใจระดับนโยบาย ขอให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) เร่งจัดประชุมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้นำมติของ กพต. ไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีและเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ขอให้ ศอ.บต. รวบรวมข้อมูลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำได้จริง และหากพื้นที่ใดจำเป็นต้องแก้ไขผังเมืองเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาและการจ้างงาน ขอให้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที</p>

<p>ด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด ขอให้มีการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง ศอ.บต. ฝ่ายปกครอง ความมั่นคง ชุมชน และผู้นำศาสนา เพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยเน้นลดการแพร่ระบาดในหมู่เยาวชนเพื่อทำลายวงจรยาเสพติดให้หมดไป ที่สำคัญคือ ข้าราชการทุกระดับต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หากฝ่าฝืนจะถือเป็นความผิดวินัยและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง รวมทั้งผู้บังคับบัญชาที่เพิกเฉยไม่ดำเนินการก็จะถูกลงโทษด้วยเช่นกัน</p>

<p>ด้านพลังงาน ขอให้ ศอ.บต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดทำแผนด้าน &ldquo;พลังงานทดแทน&rdquo; และ &ldquo;การประหยัดพลังงาน&rdquo; ให้เป็นแผนใหญ่ฉบับเดียวครอบคลุมทั้งภูมิภาค เพื่อผลักดันพลังงานสะอาดที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะพลังงานทางเลือกที่เหมาะสมกับท้องถิ่น เช่น โซลาร์เซลล์ชุมชน หรือพลังงานชีวมวล ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประชาชน</p>

<p>ด้านการศึกษา ขอให้ ศอ.บต. ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ วางระบบการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งในและนอกระบบให้มีมาตรฐานครบวงจร สอดคล้องกับอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันในโลกยุคปัจจุบันผ่านกลไกของ กพต. ทั้งนี้ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการนำพาสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมกับยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคน&nbsp;</p>

<p>นายกรัฐมนตรี ยังได้ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี ประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกล่าวว่า พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และมีความละเอียดอ่อนสูง ภารกิจด้านความมั่นคงจึงถือเป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนา การประชุมครั้งนี้ได้มุ่งเน้นไปที่การ &ldquo;ติดตาม ประเมินผล และบูรณาการ&rdquo; ระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งความสำคัญของการสื่อสาร ทั้งระหว่างหน่วยงานเพื่อประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด และการสื่อสารกับประชาชนที่ยังมีความเดือดร้อนใจ ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามอย่างสุดความสามารถในการทำให้ความจริงปรากฏโดยเร็วที่สุด เพราะความจริงที่ตรงไปตรงมาและโปร่งใสเท่านั้นที่จะหยุดความหวาดระแวงและการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ พร้อมกันนี้ ขอให้ยึดหลักปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ในการจัดการกับความไม่ชอบมาพากลทั้งหลาย เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง และเรียกคืนความศรัทธาของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมกลับมา และเชื่อว่า ความยุติธรรมคือจุดเริ่มต้นของความสามัคคี และความเป็นธรรมคือบ่อเกิดแห่งสันติสุข ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความเข้าใจ ความอดทนอดกลั้น และมีความเห็นอกเห็นใจให้มากในการสื่อสารกับประชาชน เพื่อนำพาสันติสุขและการพัฒนาให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ขอให้ทุกคนมุ่งที่เป้าหมาย มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และประสบความสำเร็จในการทำงาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน&nbsp;</p>

<p>การประชุมในครั้งนี้ เป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ความคืบหน้าการปฏิบัติราชการของหน่วยงานความมั่นคง โดยผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล รวมถึงความคืบหน้าคดีสำคัญในพื้นที่ และสถานการณ์สำคัญและประเด็นยุทธศาสตร์ความมั่นคง โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อการยกระดับแผนเสริมสร้างสันติสุขในทุกพื้นที่ จากนั้นยังได้เดินทางไปเปิดงาน &ldquo;วันไหลบางเบิด&rdquo; ตามโครงการส่งเสริมงานวันไหลบางเบิด อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร บริเวณชายหาดบางเบิด อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร พร้อมขอให้ผู้ที่มาร่วมงานทุกคนสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ ซึ่งตนเองและคณะ ตั้งใจมาร่วมสนุกกับคนในพื้นที่เช่นกัน และเมื่อได้มายืนที่ชายหาดบางเบิด รู้สึกชื่นใจและอบอุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต่างจากความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นที่มีโอกาสได้มาเยือนชุมพรเช่นกัน เพราะเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศร่มรื่น และสะท้อน &ldquo;เสน่ห์ของชุมพร&rdquo; ได้อย่างงดงาม อย่างไรก็ตามรัฐบาลให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง เพราะตระหนักดีว่า การท่องเที่ยวเป็นทั้งวิถีทางวัฒนธรรม และกลไกทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เพียงเป็นเครื่องมือสร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังถักทอสายสัมพันธ์ในชุมชน ตอกย้ำอัตลักษณ์ และสร้างความภาคภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนให้กับคนรุ่นหลังด้วย รัฐบาลจึงตั้งใจพัฒนาให้ทุกพื้นที่ สามารถเติบโตได้อย่างสมดุล และทำให้ทุกเมืองเป็นเมืองน่าเที่ยว หวังว่าเสน่ห์ของอำเภอปะทิว จะได้รับการรักษาไว้ในฐานะที่เป็น ต้นทุนทางวัฒนธรรม ต่อยอดไปเป็นโอกาสในการทำมาหากินของคนในชุมชน&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260418672a8a96200d994a094da8e5bed5c094114530.jpg' type='image/jpg' length='1474662' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เพิ่มช่องทางออนไลน์จำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” “คมนาคม” เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือค่าน้ำมัน ถึง 19 เม.ย. นี้ ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/495146</link>
<guid isPermaLink="false">c80b71be2c1fd15c3848322090168648</guid>
<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 09:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(16 เม.ย. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมพลังแพลตฟอร์มออนไลน์และเดลิเวอรีชื่อดัง เช่น Shopee Lazada TikTok Grab และ LINE MAN เข้าร่วมจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ผ่านช่องทางออนไลน์และกระจายสินค้าราคาประหยัดให้ประชาชน โดยเฉพาะหลังเทศกาลสงกรานต์ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและอำนวยความสะดวกประชาชนให้เข้าถึงสินค้าไทยช่วยไทยได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ในระดับหนึ่ง ภายหลังเปิดตัวสินค้าไทยช่วยไทยไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569&nbsp;</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า สินค้าไทยช่วยไทยเริ่มจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และนำส่งสินค้าโดยพนักงานเดลิเวอรีตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยนำสินค้าไทยช่วยไทยที่เป็นสินค้าเฮ้าส์แบรนด์จาก 3 โมเดิร์นเทรดชื่อดัง ได้แก่ Tops Big C และ Lotus เข้าจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น สินค้าอุปโภค อาทิ สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน สินค้าบริโภค อาทิ ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง มาจำหน่ายในราคาลดพิเศษเฉลี่ย 20 - 50% และจะนำส่งสินค้าไทยช่วยไทยผ่านระบบเดลิเวอรีจาก Grab และ LINE MAN ซึ่งได้รับความร่วมมือไม่เก็บค่าจัดส่งในระยะทาง 5 กิโลเมตร และมอบคูปองส่วนลดพิเศษแก่ผู้สั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ในรูปแบบ &ldquo;ลดแล้ว..ลดอีก&rdquo; ทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเต็มที่ มั่นใจว่าการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยผ่านช่องทางออนไลน์จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้สะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นการรับรู้และสร้างทางเลือกการเข้าถึงสินค้าไทยช่วยไทยที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภค และเตรียมขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยให้ใกล้ชิดประชาชนในส่วนภูมิภาคมากขึ้น อีกทั้ง นางศุภจี ได้เน้นย้ำแนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ว่า จะดำเนินนโยบายในทุกมิติทั้งการแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับระยะยาว เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็น &ldquo;วิกฤตซ้อนวิกฤต&rdquo; ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ครอบคลุมใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การดูแลค่าครองชีพประชาชน การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร และการสร้างสมดุลการส่งออก ขณะที่การช่วยเหลือภาคขนส่ง ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันในภาคขนส่ง ครอบคลุมรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกสินค้า และรถรับจ้าง วงเงินรวมประมาณ 2,060 ล้านบาทนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ออกประกาศมาตรการช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือครอบคลุมทั้งกลุ่มรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ รวมถึงกลุ่มรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของไม่ประจำทาง (รถขนส่งสินค้า) โดยเงื่อนไขการได้รับสิทธิช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2569 (รวม 42 วัน) ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือจะต้องให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังจากวันที่สิ้นสุดมาตรการ และกรมการขนส่งทางบกได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้<br />
กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ<br />
1. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่ง ตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร&nbsp;<br />
2. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 4 ในเขตกรุงเทพมหานคร (รถมินิบัส รถตู้โดยสารและรถโดยสารสองแถว) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS หรือแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร<br />
3. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 2 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 700 บาทต่อวันต่อคัน<br />
4. รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 3 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS 2 บาทต่อกิโลเมตร สูงสุดไม่เกิน 500 บาทต่อวันต่อคัน<br />
5. รถโดยสารไม่ประจำทาง ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย รถบัส 5,000 บาทต่อคัน และรถมินิบัสและรถตู้โดยสาร 3,600 บาทต่อคัน</p>

<p>กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อการท่องเที่ยวหรือนำไปใช้เพื่อรับเหมาทั่วไป ต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อรับส่งพนักงาน ต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 1,500 กิโลเมตร</p>

<p>กลุ่มรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าไม่ประจำทาง&nbsp;<br />
1. รถตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 6,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลเมตร &nbsp;<br />
2. รถน้อยกว่า 10 ล้อ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 3,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากแอปฯ DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร</p>

<p>กลุ่มรถรับจ้าง (รถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะ)<br />
1. รถแท็กซี่ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องติดตั้งแอปฯ DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปฯ DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่รับจ้าง โดยต้องมีระยะทางขนส่งตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร<br />
2. รถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 840 บาทต่อคัน</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้ประสงค์ขอรับสิทธิช่วยเหลือ สามารถกรอกข้อมูลผ่านระบบ &ldquo;DLT พร้อมซัปพอร์ต&rdquo; ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเดินทางมาดำเนินการขอรับสิทธิได้ ณ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้ดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 16 - 19 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. - 16.30 น. ในการขอรับสิทธิผู้สมัครจะต้องแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และเอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร เป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องจัดส่งข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และควบคุมกำกับดูแลผู้ขับรถให้มีการรูดบัตรใบขับขี่เพื่อแสดงตัวตนของผู้ขับรถ ในกรณีรถที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องติดตั้ง GPS (ยกเว้นรถจักรยานยนต์สาธารณะ) จะต้องติดตั้งแอปฯ DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปฯ ตลอดระยะเวลาที่ขนส่ง โดยผู้ขับรถต้องสแกน QR Code ที่ได้รับจากนายทะเบียนทุกครั้งเมื่อเริ่มขับรถ และออกจากระบบเมื่อเลิกขับรถ หากตรวจสอบพบว่ามีการปลอมแปลงหรือแก้ไขข้อมูลให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อให้ได้รับเงินไปจากทางราชการ ผู้ประกอบการจะถูกตัดสิทธิการรับความช่วยเหลือ และอาจได้รับความผิดทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งจะนำมาประกอบการพิจารณาการดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบการขนส่ง</p>

<p>นอกจากนี้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมผลักดันมาตรการที่ทำได้ทันทีเพื่อลดภาระประชาชน หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนคือการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ง่ายขึ้น ซึ่งขณะนี้เตรียมความพร้อมเพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเร็ว ๆ นี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260417640a40244c55dcea1ce1bdf0a361ab50092733.jpg' type='image/jpg' length='1320285' />
</item>
</channel>
</rss>
