<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่น]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://region7.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ผนึก 5 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ พัฒนาการศึกษา-ปลดหนี้-Upskill คนไทยทุกช่วงวัย]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/524621</link>
<guid isPermaLink="false">8621feab69c4f9f595385f436e00a985</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(21 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาครั้งประวัติศาสตร์ THAILAND&sup2; &ldquo;ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์&rdquo; ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์ชื่นชมการจัดงานว่ามีความเหมาะสมทั้งถูกที่และถูกเวลา ท่ามกลางความท้าทายจากสังคมสูงวัย เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิอากาศ ซึ่งประเทศที่จะรับมือได้จำเป็นต้องมีทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง โดยนายกรัฐมนตรีมุ่งเน้นการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดคือคนไทย เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะแบบ Upskill และ Reskill ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาวะทางจิต พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมือเชิงบูรณาการของ 5 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการหารือกับผู้นำจีนและผู้ประกอบการชั้นนำในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลได้เดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายฉบับ เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ภายใต้แนวคิดการยกกำลังประเทศไทยให้พร้อมทั้งรับมือและรับโอกาสจากทุกความเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้กำลังแรงงานของไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง&nbsp;</p>

<p>ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้นำเสนอแผนปฏิบัติการ &ldquo;Lifelong Support&rdquo; เพื่อการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตลอดช่วงชีวิต เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มต้นชีวิต (0-6 ปี) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด รัฐบาลมุ่งลดภาระครอบครัววัยทำงานด้วยการรื้อระบบศูนย์เด็กปฐมวัย เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจำนวน 600 บาท ให้ถึงมือครอบครัวภายใน 30-45 วัน และผลักดันกฎหมายคุ้มครองเด็กให้เข้มงวด วัยเรียน (7-18 ปี) ดำเนินนโยบาย &ldquo;คืนเวลาให้ครู&rdquo; ด้วยการลดภาระงานและตัวชี้วัด (KPIs) ลงร้อยละ 71.52 ในสถานศึกษาทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง ขับเคลื่อนโครงการ Zero Dropout PLUS ตั้งเป้าหมายพาเด็กกว่า 500,000 คนที่หลุดจากระบบให้กลับเข้าสู่ห้องเรียนหรือการฝึกอาชีพ มอบทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ (ODOS) จำนวน 3,282 ทุน เพื่อนำองค์ความรู้ระดับโลกกลับมาพัฒนาประเทศ วัยเริ่มต้นประกอบอาชีพ (19-35 ปี) การสนับสนุนงบประมาณผ่านระบบ TCAS จำนวน 147.2 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยาวชนกว่า 900,000 คน ได้รับสิทธิสอบ TGAT/TPAT ฟรี ผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน และบุคลากรทักษะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์ 12,000 คน นอกจากนี้ยังจัดหางานให้ประชาชนไปแล้ว 40,051 คน ยกระดับสวัสดิการผู้ประกันตนด้วยสิทธิทันตกรรมใหม่ 12 รายการที่ไม่ต้องสำรองจ่าย ร่วมมือกับ Google มอบทุน Career Certificate ในการพัฒนาทักษะแรงงานไทยกว่า 10 ล้านคนให้พร้อมรับมือกับคลื่นดิสรัปชันของยุค AI และวัยอาวุโสรวมถึงกลุ่มเปราะบาง (36-60 ปีขึ้นไป) มุ่งยกระดับเกษตรกรสู่การเป็น &ldquo;ผู้ประกอบการเทคโนโลยี&rdquo; สนับสนุนการใช้ปุ๋ยแบบแม่นยำ และการทำเกษตรอินทรีย์พื้นที่รวม 2.62 ล้านไร่ สร้างโครงข่ายความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตด้วยสูตรบำนาญชราภาพ &ldquo;CARE&rdquo; ปรับเกณฑ์การบำบัดทดแทนไตเพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยและลดการรอคอย ใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Social Map) เพื่อค้นหากลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นกว่า 230,000 คนให้เข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายการให้บริการสาธารณสุขดิจิทัล (Digital Healthcare) ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 3.67 ล้านคน จัดตั้งศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (Senior Complex) ณ อำเภอบางละมุง และการเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเบี้ยความพิการในอัตรา 1,000 บาทถ้วนหน้า นอกจากนี้ กระทรวง อว. ได้ประกาศขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ได้แก่ 1. Semiconductor Thailand เพื่อดันไทยเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค 2. Wellness Economy 3. Space Economy ผ่านความร่วมมือสำรวจดวงจันทร์กับจีนและสหรัฐอเมริกา และ 4. ยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติ ตั้งเป้าหมายสร้างความรู้ด้านดิจิทัลให้คนไทย 20 ล้านคน พร้อมเปิดตัวดัชนีความพร้อม TARI เพื่อประเมินและยกระดับองค์กรทั่วประเทศ สำหรับผลงาน 90 วันที่ผ่านมาได้ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านนโยบาย &ldquo;TCAS69 เท่าเทียม&rdquo; สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับโปรเจกต์ &ldquo;CE-7 MATCH&rdquo; ที่วิศวกรไทยจะได้ส่งอุปกรณ์วิจัยอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์ร่วมกับจีนในเดือนสิงหาคม 2569 เป็นการแสดงศักยภาพเด็กไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง ขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ครอบคลุม 37 จังหวัด พร้อมเพิ่มฟีเจอร์สำหรับผู้พิการทางสายตา การยกระดับการให้บริการสาธารณสุขดิจิทัล (Digital Healthcare) ให้ผู้ป่วยกว่า 3.6 ล้านคนเข้าถึงการแพทย์ปฐมภูมิ การใช้แพลตฟอร์มบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบชี้เป้า (PPAP) แก้ปัญหาให้ชาวบ้านกว่า 3 แสนครัวเรือนใน 20 จังหวัด ผลักดัน Local Enterprises ยกระดับวิสาหกิจชุมชนจนสร้างรายได้เข้าพื้นที่สูงถึง 9,448 ล้านบาทต่อปี สำหรับเรื่องภัยพิบัติ ใช้ Big Data และ IoT ขยายผลน้ำมั่นคง 10 จังหวัด ลดความเสียหายให้เกษตรกรไปกว่า 600 ล้านบาท และ &ldquo;รถไฟไทยทำ&rdquo; ซึ่งได้ต่อยอดงานวิจัยและเตรียมผลิตโบกี้เองในประเทศ ลดการนำเข้าและตั้งเป้าสร้างรายได้700 ล้านบาทในปีหน้า เป็นบทพิสูจน์ว่า สามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมายกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้</p>

<p>นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นการยกระดับภาคการเกษตรอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การส่งมอบพันธุ์ข้าวใหม่ กข113 และ กข119 ควบคู่กับการส่งเสริมทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อมุ่งสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อให้ถึงมือเกษตรกรในเวลาที่จำเป็น นโยบาย &ldquo;ตลาดนำการผลิต&rdquo; กวาดล้างสินค้าเกษตรผิดกฎหมายไปแล้ว 146 คดี เดินหน้าขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยและการเจรจาแก้ปัญหากุ้งไทยกับมาเลเซีย ผลักดันการเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การคืนความมั่นคงให้เกษตรกรด้วยการเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร และบูรณาการพักชำระหนี้และลดหนี้ให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์รวมวงเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท</p>

<p>นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายด้านแรงงาน โดยสามารถจัดหางานให้ประชาชนได้แล้วถึง 40,051 คน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 4,858 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการโรงงานปลอดยาเสพติด 2,172 แห่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนผ่านการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทันตกรรม 12 รายการครอบคลุม 7,897 สถานพยาบาล รวมถึงการผลักดันสูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ (CARE) ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว อีกทั้งยังเน้นย้ำความปลอดภัยด้วยการออกแนวปฏิบัติตรวจสอบมาตรฐานปั้นจั่นใหม่ และเดินหน้าขยายตลาดส่งออกแรงงานไทยไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 3 หมื่นคน ผ่านความร่วมมือกับประเทศมาเก๊า อิสราเอล เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น</p>

<p>นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เข้าสู่สภาฯ ในช่วงปลายปี พร้อมผลักดันไทยเป็นผู้นำภูมิภาคในโครงการ ASEAN Zero Dropout ดึงเด็กกลับสู่ระบบ และพัฒนาระบบ Education ID เพื่อลดความซ้ำซ้อน ดำเนินนโยบาย &ldquo;คืนเวลาให้ครู คืนความสุขให้เด็ก&rdquo; ด้วยการลดภาระงานเอกสาร ยกเลิกการประเมินที่ซ้ำซ้อน ผ่อนปรนเครื่องแบบนักเรียน และสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพและระบบ Traffy Fondue รวมถึงการเตรียมความพร้อมการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล ทั้งการเข้าสู่ OECD และ PISA Roadmap 2029 เพื่อยกระดับทักษะเด็กไทยสู่การเป็นพลเมืองโลก รวมถึงการสานต่อโครงการ ODOS ที่ส่งเด็กไทยทุกพื้นที่ซึ่งยากจนไปเรียนต่อยังต่างประเทศ<br />
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางทุกมิติแบบ &ldquo;ทำได้จริง&rdquo; โดยการนำเทคโนโลยีมาสร้าง Social Map เชื่อมฐานข้อมูลผู้เปราะบางกว่า 1 ล้านคนเข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมนำ AI ร่วมกับสายด่วน 1300 ช่วยเหลือผู้คนเร่งด่วนไปแล้วกว่า 3 หมื่นราย อีกทั้งยังเดินหน้าพลิกโฉมกฎหมายครั้งใหญ่ ทั้งการผลักดันเบี้ยคนพิการ 1,000 บาท และเบี้ยเด็กเล็ก 600 บาทแบบถ้วนหน้า เพิ่มวงเงินกู้สร้างอาชีพคนพิการเป็น 300,000 บาท ตลอดจนสร้างความมั่นคง<br />
ด้านที่อยู่อาศัยผ่านโครงการบ้านมั่นคง เคหะเพื่อคนไทย และโมเดลความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ในการจ้างงานคนพิการและผู้สูงวัย เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถยืนหยัดและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน</p>

<p>การบูรณาการการปฏิบัติราชการอย่างเข้มข้นภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และความร่วมมือของ 5 กระทรวงหลัก ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านนโยบาย TCAS69 เท่าเทียม การสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้สำหรับเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน การเข้าถึงบริการสาธารณสุขดิจิทัลและสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของรัฐบาลในการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เพื่อพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยให้มีความเข้มแข็ง มีรายได้ และพร้อมขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจใหม่ในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยไม่ทิ้งผู้ใดไว้ข้างหลัง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202607222a04b8b918bacedf82ff37d82c722666094604.jpg' type='image/jpg' length='1360615' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง 843 ล้านบาท ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดภาคใต้ เพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง แก้น้ำท่วมหาดใหญ่ ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/524616</link>
<guid isPermaLink="false">0c69fec32118359c54e02616f6a64015</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 09:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(21 ก.ค. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 843.26 ล้านบาท ให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปดำเนินโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ปี พ.ศ. 2568 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ซึ่งอุทกภัยในปี 2568 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ของประชาชน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวมทั้งทำให้อาคารและระบบชลประทานได้รับความเสียหายจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องเร่งซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้<br />
1. เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและการใช้งานให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและสามารถรองรับปริมาณน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
2. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่รับผิดชอบของกรมชลประทานให้สามารถดำเนินภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
3. เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยอันเนื่องมาจากน้ำท่วมและน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพื้นที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง<br />
4. เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยอันเกิดจากน้ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต<br />
5. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำสำหรับการเกษตร การอุปโภคบริโภค และกิจกรรมด้านอื่น ๆ ให้สามารถใช้น้ำได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ</p>

<p>โครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูฯ ดังกล่าว จะดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมทั้งสิ้น 67 รายการ ดังนี้<br />
สงขลา เช่น ซ่อมแซมคลองระบายน้ำ ร.1 และอาคารประกอบ โครงการชลประทานสงขลา อำเภอบางกล่ำ และซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำบ้านเหนือคลอง พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอสะเดา จำนวน 23 รายการ วงเงิน 646.50 ล้านบาท&nbsp;<br />
สตูล เช่น ซ่อมแซมฝายคลองระเกตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมระบบท่อส่งน้ำ อำเภอมะนัง และซ่อมแซมระบบส่งน้ำฝายแค้มป์ขี้พร้าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการชลประทานสตูล อำเภอควนกาหลง จำนวน 7 รายการ วงเงิน 88.50 ล้านบาท<br />
ยะลา ได้แก่ ขุดลอกโดยรถขุดจ้างเหมา ข้างคลองระบายน้ำ D7 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี อำเภอเมืองยะลา จำนวน 1 รายการ วงเงิน 2.50 ล้านบาท<br />
ปัตตานี เช่น ซ่อมแซมคันคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาเป็นช่วง ๆ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี อำเภอมายอ และซ่อมแซมคลองส่งน้ำสายซอย 31.6L เป็นช่วง ๆ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี อำเภอยะหริ่ง จำนวน 19 รายการ วงเงิน 70.30 ล้านบาท<br />
นราธิวาส เช่น ซ่อมแซมระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ โครงการอาคารบังคับน้ำบ้านกาเยาะมาตี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบาเจาะ และซ่อมแซมประตูระบายน้ำน้ำแบ่ง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางนรา อำเภอตากใบ จำนวน 17 รายการ วงเงิน 35.46 ล้านบาท</p>

<p>โดยในการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่กำหนดไว้โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่า ในการใช้จ่ายงบประมาณและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ พร้อมทั้งให้กรมชลประทานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และรายละเอียดประกอบการพิจารณาให้ถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนตรวจสอบความซ้ำซ้อนอย่างรอบคอบ&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอให้เพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ ความยาว 4 กิโลเมตร โครงการคลองระบายน้ำคลองตง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จาก 315 ล้านบาท เป็น 359.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44.52 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563&ndash;2568 เป็น พ.ศ. 2563&ndash;2570 เพื่อให้การก่อสร้างสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ<br />
ทั้งนี้ การเพิ่มกรอบวงเงินดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการดำเนินโครงการพบข้อจำกัดด้านสภาพพื้นที่และแนวเส้นทางก่อสร้าง จึงจำเป็นต้องปรับแบบก่อสร้างและเพิ่มเติมรายการงานให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง อาทิ การเปลี่ยนแนวคลองระบายน้ำเนื่องจากคลองระบายน้ำช่วงกิโลเมตรที่ 1+000 ถึงกิโลเมตรที่ 2+000 เป็นช่วงที่คลองระบายน้ำตัดผ่านสามแยกถนนสายบ้านทุ่งลุง - บ้านทุ่งจัง หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้ปิดกั้นการจราจรบริเวณสามแยกดังกล่าว และยังตัดผ่านที่ดินของราษฎรทำให้ลักษณะแปลงที่ดินแยกออกไม่เป็นรูปร่าง ราษฎรจึงไม่ยินยอมให้เข้าใช้พื้นที่ และคลองระบายน้ำช่วงกิโลเมตรที่ 0+040 ถึงกิโลเมตรที่ 0+700 สภาพภูมิประเทศมีความลาดชันสูง จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบคลองระบายน้ำลาดท้องคลอง คันกั้นน้ำ และพนังกั้นน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การก่อสร้างมีความเหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไม่กระทบต่อวัตถุประสงค์ของโครงการ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ตำบลพะตงและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนเป็นประจำ ช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดสงขลาในระยะยาว ตลอดจนสามารถพัฒนาพื้นที่โครงการให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำของชุมชนได้ในอนาคต<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202607224fbbfc3fbfc623ff55754ef22a879154094050.jpg' type='image/jpg' length='1520066' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พม. ยกระดับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน ด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ทั่วประเทศ รวดเร็ว แม่นยำ ไร้ร้อยต่อ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/524162</link>
<guid isPermaLink="false">381d3f42069f41cb5de99847805b3193</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 09:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(20 ก.ค. 69) นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แถลงข่าวการยกระดับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงที่เข้มแข็งและรวดเร็วที่สุดในการช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเพื่อพัฒนาการแก้ไขปัญหาให้กับ &ldquo;กลุ่มเปราะบาง&rdquo; ที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของรัฐ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประกาศนโยบาย 8 ด้าน &ldquo;สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน&rdquo; มีการขับเคลื่อน 1 นโยบายที่สำคัญ คือการนำเทคโนโลยี<br />
มาช่วยยกระดับการให้บริการและช่วยเหลือดูแลประชาชน ในปี 2556 รัฐบาลได้ยกระดับปัญหาสังคมสำคัญ ได้แก่ การตั้งครรภ์ไม่พร้อม แรงงานเด็ก การค้ามนุษย์ และการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และคนพิการ ให้เป็น &ldquo;วาระแห่งชาติ&rdquo; และได้บูรณาการ 5 หน่วยงานหลัก ระหว่างกระทรวง พม. กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ชื่อ &ldquo;OSCC&rdquo; (One Stop Crisis Center) หรือ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม พร้อมทั้งริเริ่มการใช้ระบบฐานข้อมูลกลาง การกำหนดข้อตกลงระดับการบริการ การควบคุมเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่ และการเปิดให้ผู้บริหารติดตามสถานะเคสแบบ Real-time เป็นครั้งแรก</p>

<p>นายนิกร กล่าวว่า ในครั้งนี้ กระทรวง พม. ได้เดินหน้ายกระดับพัฒนางาน OSCC หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ &ldquo;ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน&rdquo; หรือ ศรส. และสายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเดินหน้าพัฒนางานสำคัญใน 4 มิติ ดังนี้<br />
มิติที่ 1 การเพิ่มศักยภาพด่านหน้า &ldquo;สายด่วน 1300&rdquo; โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่อีก 27 อัตรา เพื่อเปิด 30 คู่สายเต็มในช่วงเวลาหนาแน่น ปรับปรุงระบบฝากข้อความ ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ หากมีผู้ใช้บริการเต็มทุกคู่สาย เตรียมเชื่อมฐานข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนผู้โทรได้ทันที และขยายช่องทางการรับแจ้งเหตุผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อส่งต่อกรณีขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานเครือข่าย อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข &nbsp;&nbsp;<br />
มิติที่ 2 นำเทคโนโลยี และ AI มาสนับสนุนเจ้าหน้าที่รับสายแบบเชิงรุก เพื่อการตอบคำถามประชาชนได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น และใช้ระบบ Social Monitoring ตรวจจับปัญหาสังคมบนโลกออนไลน์ อาทิ Facebook, X, TikTok และเว็บไซต์ หากพบกรณีวิกฤตระดับสีแดงเข้ม จะมีการแจ้งเตือน และส่งตรงถึงผู้บริหารและหน่วยงานในพื้นที่ภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อส่งทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าช่วยเหลือเชิงรุก<br />
มิติที่ 3 ปรับโฉมภาพลักษณ์การช่วยเหลือในพื้นที่ระดับภูมิภาค ของ ศรส.จังหวัด ภายใต้ชื่อ &ldquo;ศรส. สร้างสุข&rdquo; เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นมิตร ด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็ว 24 ชั่วโมง (Rapid Response Unit : RRU) บูรณาการร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ค้นหาและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางที่ซ่อนอยู่ในชุมชนอย่างตรงจุด<br />
มิติที่ 4 กลไกจัดการรายกรณี (Case Management) โดยใช้กลไกประเมินความเสี่ยงทางสังคม เพื่อกำหนดกรอบเวลาการลงพื้นที่ที่ชัดเจน อาทิ กรณีวิกฤตฉุกเฉินระดับสีแดงและสีแดงเข้ม เช่น เด็กถูกทำร้าย หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หน่วยเคลื่อนที่เร็วต้องเข้าช่วยเหลือทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง กรณีเร่งด่วนระดับสีเหลือง ต้องดำเนินการภายใน 48 ชั่วโมง กรณีทั่วไประดับสีเขียว ต้องดำเนินการภายใน 72 ชั่วโมง และที่สำคัญ คือ ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง ผ่านระบบ E-Tracking เพียงกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งเรื่อง&nbsp;</p>

<p>นายนิกร กล่าวย้ำว่า การพัฒนางานสำคัญทั้ง 4 มิติ เป็นการสืบสานเจตนารมณ์การทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อตามแนวคิด OSCC จากอดีต สู่ระบบการทำงานเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงในยุคดิจิทัล และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง พม. ในการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมให้เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และเท่าเทียม เพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่มีใคร หรือกลุ่มเปราะบางคนใด ถูกทอดทิ้งหรือตกหล่นจากการช่วยเหลือของกระทรวง พม. อย่างแน่นอน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/2026072117b03f923b33d95f6c3b886e2d526193093145.jpg' type='image/jpg' length='1504728' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต ลงนาม MOU 15 ฉบับ สร้างโอกาสใหม่ ให้ประชาชนทั้งสองประเทศ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/524160</link>
<guid isPermaLink="false">d2a57531ccddc729ce978e0e6613b3a7</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 09:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ภารกิจวันสุดท้ายของการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน สนับสนุนให้รัฐสภาของทั้งสองประเทศเพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านนิติบัญญัติ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มความปลอดภัย และเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ครอบคลุมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้เร่งผลักดันความร่วมมือเรื่องการค้าและการลงทุน ขอให้จีนเพิ่มการนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากไทย ยกระดับทักษะแรงงานไทย การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ไทย ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ ด้านความมั่นคง เห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน (2+2 Mechanism) โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพครั้งแรก เร่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม ด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน อีกทั้งยังมีการลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจไทย &ndash; จีน จำนวน 15 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมด้านการศึกษา เศรษฐกิจ AI ทรัพย์สินทางปัญญา สาธารณสุข การส่งออกสัตว์น้ำ ความร่วมมือสื่อมวลชน การจัดการน้ำ และการสำรวจอวกาศห้วงลึก นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในไทยด้าน AI คลาวด์ และโลจิสติกส์ ความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์มที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย การพัฒนาทักษะดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประตูยุทธศาสตร์สู่อาเซียน</p>

<p><br />
(20 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง โดยไทยและจีนมุ่งมั่นที่จะสานต่อมิตรภาพไทย-จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การเมืองและความมั่นคง เพิ่มการแลกเปลี่ยนระดับสูง จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม ร่วมปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งหลอกลวงออนไลน์<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. เศรษฐกิจและการลงทุน ส่งเสริมการค้าที่สมดุล การลงทุนคุณภาพสูงที่สร้างงานและมูลค่าเพิ่มในไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และโครงสร้างพื้นฐาน<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนด้านสื่อ เพื่อสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนไทย&ndash;จีน<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. ความร่วมมือระดับภูมิภาค สนับสนุนบทบาทศูนย์กลางของอาเซียน ความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง การแก้ไขปัญหาในภูมิภาคผ่านการเจรจา และการสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา</p>

<p>นายกรัฐมนตรีได้สนับสนุนให้รัฐสภาของทั้งสองประเทศเพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านนิติบัญญัติ ความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติของไทยและจีน จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มความปลอดภัย และเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว พร้อมเชิญประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนเยือนไทย ซึ่งหากเกิดขึ้นจะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี โดยจีนพร้อมสนับสนุนและขยายร่วมมือกับไทย โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) &nbsp;เทคโนโลยีดิจิทัล อวกาศ สุขภาพ สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด และร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ในเวทีระหว่างประเทศ อาทิ อาเซียน-จีน กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รวมถึงการยึดมั่นและการปกป้องหลักการสากล ตามหลักองค์การสหประชาชาติ</p>

<p>นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน &nbsp;ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย-จีน ครอบคลุมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ ส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เสนอให้เร่งผลักดันความร่วมมือใน 3 สาขาหลัก และเห็นพ้องอีก 2 ด้าน ดังนี้<br />
1. การค้าและการลงทุน ไทยขอให้จีนเพิ่มการนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากไทย ยินดีต้อนรับการลงทุนคุณภาพจากจีนที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานไทย และปฏิบัติตามกฎหมายไทย พร้อมเร่งรัดการจัดทำ FTA เพื่อประโยชน์ต่อนักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต<br />
2. การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ไทย ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์<br />
3. ความมั่นคง เห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน (2+2 Mechanism) โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพครั้งแรก พร้อมขยายความร่วมมืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพัฒนาบุคลากร<br />
4. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เร่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม<br />
5. การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน</p>

<p>นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการท่องเที่ยวไทยผ่านการประชาสัมพันธ์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ &nbsp;ของจีน พร้อมยืนยันความพร้อมดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีน สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไทยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีบนพื้นฐานของความจริงใจ โดยชื่นชมบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีนในการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา</p>

<p>ภายหลังการหารือนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 15 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมด้านการอุดมศึกษา ห่วงโซ่อุตสาหกรรม การศึกษา AI ทรัพย์สินทางปัญญา นิวเคลียร์ฟิวชัน สาธารณสุข ดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว การป้องกันฟอกเงิน การส่งออกสัตว์น้ำ ความร่วมมือสื่อมวลชน การจัดการน้ำ และการสำรวจอวกาศห้วงลึก ได้แก่&nbsp;<br />
1. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
4. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา<br />
5. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่นระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
6. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยกับคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือสาธารณสุข<br />
7. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว&nbsp;<br />
8. บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
9. พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
10. บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าว People&rsquo;s Daily แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
11. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทานระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย<br />
12. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชนระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าวซินหัวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
13. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับองค์กรอวกาศแห่งชาติจีนว่าด้วยเรื่องการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน ด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก<br />
14. บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
15. ข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน</p>

<p>อีกทั้ง นายกรัฐมนตรี และคณะยังได้เดินทางเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Alibaba Group ศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุนและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย&nbsp;<br />
เพื่อยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชน โดยนาย Fan Luyuan ประธานและซีอีโอกลุ่มธุรกิจสื่อและความบันเทิงดิจิทัล ให้การต้อนรับ โดยนายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทของ Alibaba ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่พัฒนาสู่ระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร ปัจจุบัน มีธุรกิจในไทยทั้งด้านคลาวด์ อีคอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์ และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศูนย์กระจายสินค้านายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในไทยด้าน AI คลาวด์ และโลจิสติกส์ สอดคล้องกับธุรกิจของบริษัท รวมถึงอยากเห็นความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์มที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย รวมทั้งการพัฒนาทักษะดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประตูยุทธศาสตร์สู่อาเซียน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260721225d25f5f0e16f6aba74d391f6e3b9da092816.jpg' type='image/jpg' length='1467623' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ซาบีดา” เร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ บังคับใช้เต็มรูปแบบ ก.ย. 69 ผลักดัน “นครหลวงล้านนา” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก  ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/523701</link>
<guid isPermaLink="false">4167433431c48c2c2cb80f4b5c0a88bc</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ลงพื้นที่สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) และพบปะชาติพันธุ์ไตลื้อตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิขั้นพื้นฐานและได้รับการส่งเสริมให้เกิดการเคารพสิทธิอันติดตัวมาแต่กำเนิด บนความหลากหลายในชาติกำเนิด ถิ่นที่อยู่ เชื้อชาติ ศาสนา ชาติพันธุ์ เพศสภาพ หรือวัฒนธรรม และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีสิทธิและเสรีภาพได้รับความคุ้มครองอย่างเสรี เสมอภาค และเท่าเทียมกับบุคคลอื่น โดยเน้นการผลักดันใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ การคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม เพื่อปกป้องอัตลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ การส่งเสริมศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองและการพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างความเสมอภาค เพื่อขจัดอคติและการเลือกปฏิบัติ เพื่อการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลาย โดยได้รับฟังข้อเสนอจากพี่น้องเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 14 ชาติพันธ์ุในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีตัวแทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ประการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตามวิถีวัฒนธรรม&nbsp;<br />
2) การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อลบมายาคติและอคติทางสังคม 3) การสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกินควบคู่กับการใช้ภูมิปัญญาจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ 4) การพัฒนาระบบสวัสดิการและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้เข้าถึงทุกชุมชนอย่างเท่าเทียม 5) การผลักดันวิถี &ldquo;ไร่หมุนเวียน&rdquo; สู่การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ และ 6) การบูรณาการความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสุขภาวะของชุมชนจากปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก&nbsp;</p>

<p>การลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้กำหนดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน โดยจะเปิดรับขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านระบบออนไลน์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 จากนั้น จะดำเนินการเลือกตัวแทนสมาชิกสภาและสรรหากรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์เข้าสู่สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทยให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งจะส่งผลให้คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ครบองค์ประกอบ และพร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบสำหรับข้อเสนอจากพื้นที่จริงของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นโจทย์สำคัญที่กระทรวงวัฒนธรรม จะนำไปจัดทำแผนแม่บทด้านชาติพันธุ์ของประเทศระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571&ndash;2575) และกระทรวงวัฒนธรรมจะใช้แผนแม่บทนี้เป็นเครื่องมือบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณและการแก้ปัญหาตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนชาติพันธุ์อย่างแท้จริง อีกทั้ง กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับสังคมไทย เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ให้เป็นพลังสำคัญในการสร้างความมั่นคง ให้ประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่าจุดยืนของกระทรวงวัฒนธรรม จะเร่งเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นหลักประกันและแก้ไขปัญหาให้กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ นางสาวซาบีดา ยังได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าและความพร้อมในการเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม &ldquo;อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา&rdquo; (Monuments, Sites and Cultural Landscape of Chiang Mai, Capital of Lanna) และตรวจเยี่ยมพื้นที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) อาทิ ประตูท่าแพ ประตูช้างเผือก ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนดอก แจ่งศรีภูมิ แจ่งหัวลิน แจ่งก๊ะต๊ำ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และวัดเชียงมั่น ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการลงพื้นที่ตรวจประเมินทางเทคนิค (Technical Evaluation Mission) ของสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก ระหว่างวันที่ 3 - 8 สิงหาคม 2569 โดยการประเมินดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก</p>

<p>ขณะนี้การเสนอชื่อแหล่ง &ldquo;อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา&rdquo; มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเอกสารเสนอขึ้นทะเบียนฯ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 และประเทศไทยได้ยื่นเอกสารเสนอชื่อ (Nomination Dossier) ต่อศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการประเมินโดยองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก โดยคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมสมัยสามัญประจำปี 2570 ราวช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2570</p>

<p>ทั้งนี้ แหล่งมรดกดังกล่าวได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ขององค์การยูเนสโก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ก่อนที่จังหวัดเชียงใหม่จะมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดทำเอกสารเสนอชื่อ และผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และคณะรัฐมนตรี ตามลำดับ จนนำไปสู่การยื่นเอกสารเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ สำหรับการเสนอขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ได้เสนอ คุณค่าโดดเด่นระดับสากล (Outstanding Universal Value : OUV) ตามเกณฑ์มรดกโลก 2 ประการ ได้แก่ เกณฑ์ข้อ (ii) พัฒนาการเมืองเชียงใหม่ที่แสดงถึงการรับส่งอิทธิพลทางพุทธศาสนากับอาณาจักรอื่น ๆ และเกณฑ์ข้อ (iii) เมืองเชียงใหม่และสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคสมัยเป็นตัวแทนอารยธรรมล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20<br />
สำหรับพื้นที่ที่เสนอขึ้นทะเบียนประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่<br />
1. กลุ่มกำแพงเมือง คูเมือง และแจ่งเมือง ประกอบด้วย กำแพงเมือง จำนวน 5 ประตู ได้แก่ ประตูช้างเผือก ประตูท่าแพ ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนปรุง และประตูสวนดอก แจ่งเมือง จำนวน 4 แจ่ง ได้แก่ แจ่งศรีภูมิ แจ่งก๊ะต๊ำ แจ่งกู่เฮือง และแจ่งหัวลิน พร้อมโบราณสถานสำคัญ ได้แก่ วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ และวัดสวนดอก<br />
2. กลุ่มวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม และวัดพระธาตุดอยสุเทพ<br />
3. กลุ่มวัดเจ็ดยอด</p>

<p>นางสาวซาบีดา กล่าวเน้นย้ำว่า พื้นที่ที่ขอขึ้นทะเบียนทั้งหมดนี้ สะท้อนพัฒนาการด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปกรรม ผังเมือง และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนาได้อย่างโดดเด่น การผลักดันเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา สู่การเป็นแหล่งมรดกโลก ไม่ใช่เพียงการเสนอขึ้นทะเบียนโบราณสถาน แต่เป็นการยืนยันคุณค่าของอารยธรรมล้านนาที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ต่อยอดการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน และยกระดับประเทศไทยบนเวทีวัฒนธรรมโลก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202607207233c6729b879dc09015d6e0002e5e50101420.jpg' type='image/jpg' length='1580424' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย “Thailand FastPass” เบ็ดเสร็จจุดเดียว สร้างความมั่นใจนักลงทุน]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/523689</link>
<guid isPermaLink="false">16931f839f5ce7591dc1fe92cd2abab4</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 09:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(19 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์คณะสื่อมวลชน ที่ติดตามรายงานภารกิจการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าพอใจความสำเร็จจากการนำทีมไทยแลนด์พบหารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน 4 บริษัท เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 กลุ่มนักลงทุนจีนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจและพอใจที่ได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ และพร้อมจะขยายการลงทุนเพิ่มเติมโดยเฉพาะในสาขา R &amp; D เพื่อตอบรับนโยบายและข้อเสนอแนะในการพัฒนาทักษะ (upskill) แรงงานไทย โดยผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำจีน 4 แห่งยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทย โดยมูลค่ารวมกันกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง (Precision Technology) เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่า จะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ (Upskill) แรงงานไทย และเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ซึ่งสาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้น ๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์</p>

<p>อีกทั้ง นโยบาย &ldquo;Thailand FastPass&rdquo; ของ BOI ยังเป็นการบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนสามารถเดินเข้ามาที่จุดเดียวเพื่อรับบริการ ช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตต่าง ๆ ให้รวดเร็วขึ้น สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เพราะมีความสะดวกและโปร่งใส ลดการติดต่อหลายหน่วยงาน ยืนยันรัฐบาลพร้อมสนับสนุนและปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนแห่งอนาคตของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ</p>

<p>นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ Huawei และหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อขยายความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระบบคลาวด์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรไทย โดยรัฐบาลพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ Huawei ในฐานะนักลงทุนและพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเทคโนโลยีต้องนำไปสู่ประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ การศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การบริหารจัดการเมือง การสร้างงานและอาชีพใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้น</p>

<p>นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต้อนรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูง โดยไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศการลงทุน และฐานอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลก</p>

<p>ด้านผู้บริหาร Huawei ระบุว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากกว่า 20 ปี และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งศูนย์พัฒนาทักษะดิจิทัล บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค พร้อมชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มีศักยภาพ และเชื่อมั่นว่าบรรยากาศและศักยภาพของไทยเหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจดิจิทัล บริษัทยังเห็นสอดคล้องกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ที่นครเซี่ยงไฮ้ เรื่อง การสร้าง AI ธรรมาภิบาล ที่ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity)</p>

<p>ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่&nbsp;<br />
1. การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud และ AI กับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน<br />
2. การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ยกระดับบริการสาธารณะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างบุคลากรไทย ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงความรู้ มีทักษะที่ตลาดต้องการ เกิดงานคุณภาพ และนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/2026072017b50546766707d6c1ee1c7b7f0c21a1095934.jpg' type='image/jpg' length='1359557' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ยศชนัน - นิกร” คิกออฟ Sandbox “แก้จน 5 ด้าน” พาประชาชนพ้นความยากจน “แรงงาน” เร่งแก้ปัญหา บัณฑิตจบใหม่ตกงาน]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/523509</link>
<guid isPermaLink="false">501cc0cbb2648fa5d6e68123c1cd565a</guid>
<pubDate>Sun, 19 Jul 2026 15:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(18 ก.ค. 69) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดปฏิบัติการ &ldquo;แผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคม 5 ด้าน ด้วย อววน.&rdquo; (แผนแก้จน 5 ด้าน) ในรูปแบบ Sandbox นำร่องพื้นที่จริง โดยใช้องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความยากจนอย่างแม่นยำถึงระดับครัวเรือน หากประสบผลสำเร็จจะขยายผลสู่ทั่วประเทศ&nbsp;</p>

<p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า หัวใจของ Sandbox ครั้งนี้คือการลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยใช้แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด (Provincial Poverty Alleviation Platform: PPAP) ที่มีมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นแกนกลาง เชื่อมโยงการทำงานกับจังหวัด ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐทุกระดับ โดยที่ผ่านมา ระบบข้อมูล PPPConnext ของกระทรวง อว. สามารถค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนได้ 1,243,449 คน จาก 303,444 ครัวเรือน ใน 20 จังหวัด ทำให้พบคนจนที่เคยตกหล่นจากระบบ และวิเคราะห์ปัญหาตามฐานทุน 5 ด้าน คือ ทุนมนุษย์ ทุนกายภาพ ทุนการเงิน ทุนธรรมชาติ และทุนสังคม ก่อนออกแบบความช่วยเหลือรายครัวเรือน แผนงานวิจัยนี้พัฒนาโมเดลแก้จนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้วกว่า 458 โมเดล สร้างรายได้ให้คนยากจน 179,370 คน คิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นรวม 979 ล้านบาท โดยมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมพร้อมขยายผลรวม 3,638 เทคโนโลยี ครอบคลุมด้านอาหารและการแปรรูป ประมง เกษตรกรรม และการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุ ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่กว่า 70 แห่งทั่วประเทศ</p>

<p>สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งเป็นพื้นที่ Sandbox ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดได้ค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนแล้ว 53,795 คน และดำเนินโครงการเด่นอย่างโมเดล &ldquo;การผลิตผักปลอดภัยด้วยเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)&rdquo; ในอำเภอเกษตรวิสัยและอำเภอเมืองร้อยเอ็ด ที่นำระบบ IoT เซนเซอร์ ระบบน้ำหยดอัตโนมัติ และการตลาดดิจิทัลมาช่วยเกษตรกร มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 514 ครัวเรือน รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3,414 บาท/เดือน/ครัวเรือน เกษตรกรร้อยละ 27.4 เริ่มมีเงินออมเป็นครั้งแรก และร้อยละ 44.5 มีภาระหนี้สินลดลง</p>

<p>การลงพื้นที่ร่วมกันของสองกระทรวงครั้งนี้ สะท้อนการบูรณาการข้ามกระทรวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยแผนแก้จน 5 ด้าน ครอบคลุม&nbsp;<br />
(1) เศรษฐกิจ: เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เชื่อมตลาด&nbsp;<br />
(2) มาตรฐานความเป็นอยู่: ยกระดับที่อยู่อาศัยและการรับมือภัยพิบัติ&nbsp;<br />
(3) สุขภาพ: ส่งต่อผู้เปราะบางเข้าสู่บริการและระบบดูแลต่อเนื่องในชุมชน&nbsp;<br />
(4) การศึกษา: ลดความยากจนข้ามรุ่น ติดตามเด็กเสี่ยงหลุดระบบ และ&nbsp;<br />
(5) การคุ้มครองทางสังคม: เชื่อมสิทธิ สวัสดิการ กองทุน และบริการภาครัฐ&nbsp;</p>

<p>ซึ่งมิติด้านสุขภาพและการคุ้มครองทางสังคมจะทำงานประสานโดยตรงกับกลไกของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ การแก้จนด้วย อววน. คือการแก้จนด้วยความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ต้องร่วมกันสร้างกลไกความร่วมมือในพื้นที่ ศึกษาให้เข้าใจบริบทของครัวเรือนยากจนอย่างลึกซึ้ง และออกแบบให้เข้าถึงสวัสดิการสังคมและอาชีพที่มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ สร้างความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตัวเอง ที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของตัวเองอย่างพอเพียงและยั่งยืน หาก Sandbox ที่จังหวัดร้อยเอ็ดพิสูจน์ผลสำเร็จ รัฐบาลพร้อมขยายโมเดลนี้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยทุกครัวเรือนหลุดพ้นจากความยากจนอย่างแท้จริง</p>

<p>ด้านนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า บทบาทสำคัญของกระทรวง พม. ในการแก้ไขปัญหาความยากจน ภายใต้นโยบาย พม. 8 ด้าน &ldquo;สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน&rdquo; ด้วยการขับเคลื่อนงานพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมแบบพุ่งเป้าและการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน 4 แนวทางสำคัญ ดังนี้ 1) การบูรณาการข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาแบบพุ่งเป้าโดยใช้ฐานข้อมูลจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายเพื่อจัดทำแผนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุดตามบริบทของพื้นที่ 2) การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง โดยดูแลประชาชนทุกช่วงวัยที่ประสบปัญหาความยากลำบากทางสังคม ให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานสร้างอาชีพ และพัฒนาศักยภาพเพื่อพึ่งพาตนเองได้ 3) การยกระดับคุณภาพที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ด้วยการรับผิดชอบหลักในมิติความเป็นอยู่ โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกองทัพ ในการสนับสนุนงบประมาณเพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงสภาพที่อยู่อาศัยให้มั่นคง และ 4) การส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม โดยกำหนดนโยบายและมาตรการคุ้มครองทางสังคม พิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้มีรายได้น้อย เพื่อเป็นหลักประกันและความมั่นคงในการดำเนินชีวิต</p>

<p>กระทรวง พม. มีเป้าหมายในการขจัดความยากจน โดยนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ด้วยการขับเคลื่อน &ldquo;ฐานข้อมูลกลางผู้เปราะบาง&rdquo; หรือ Social Map เพื่อชี้เป้าให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุด ตรงคน ตรงเวลา และไม่ให้มีใครตกหล่นจากการดูแลของรัฐอีก พร้อมชูความสำเร็จ 4 ประการ ได้แก่ การบูรณาการฐานข้อมูลที่ช่วยให้กลุ่มเปราะบางรายใหม่กว่า 2.3 แสนคนได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การเปิดตัวแพลตฟอร์มออนไลน์ &ldquo;พม. care&rdquo; การนำ AI มาช่วยสืบค้นข้อมูลในสายด่วน 1300 พร้อมระบบ Social Monitoring บนโลกออนไลน์ และการจัดตั้ง &ldquo;ศูนย์สร้างสุข&rdquo; ในทุกอำเภอทั่วประเทศ แต่ลำพังเพียงสวัสดิการจาก พม. อาจไม่เพียงพอ จึงต้องบูรณาการความร่วมมือกับ อว. ในการขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;แก้จนรายพื้นที่ โดย Kick Off ปูพรมสำรวจพื้นที่นำร่องที่จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นแห่งแรก ด้วยเป้าหมายหลักคือการค้นหาและเติมคนที่ตกหล่นเข้าสู่ระบบการดูแลให้ครบ 100% และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสองกระทรวงเพื่อ &ldquo;สร้างงาน สร้างอาชีพ&rdquo; อย่างเป็นรูปธรรม โดย พม. จะดูแลเรื่องความเป็นอยู่และฐานรากของชีวิต ขณะที่ อว. จะนำเทคโนโลยีและวิชาชีพเข้าไปยกระดับทักษะ เพื่อให้ประชาชนสามารถยืนหยัดหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี</p>

<p>นอกจากนี้ยังพบปัญหาบัณฑิตจบใหม่ตกงาน กระทรวงแรงงาน ได้เร่งแก้ไขปัญหาการจ้างงานของบัณฑิตจบใหม่และการพัฒนากำลังแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ หลังข้อมูลจากแพลตฟอร์ม &ldquo;ไทยมีงานทำ&rdquo; ของกระทรวงแรงงาน พบว่า ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่างสะสมกว่า 311,983 อัตรา แต่ยังมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 25,000 คน อยู่ระหว่างการหางาน สะท้อนปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะของแรงงานกับความต้องการของตลาด (Skill Mismatch) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานภาวะสังคมไทยของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุว่า ผู้ว่างงานส่วนใหญ่ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน เป็นผู้มีการศึกษาระดับอุดมศึกษา และผู้ว่างงานระยะยาวจำนวนมากเป็นคนอายุ 20-29 ปี สะท้อนว่าการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ เป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข</p>

<p>กระทรวงแรงงานจึงเร่งบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการชั้นนำ 35 บริษัท เพื่อขับเคลื่อนแนวทาง &ldquo;รัฐ-เอกชนร่วมสร้างแรงงานทักษะสูง&rdquo; โดยใช้ความต้องการของสถานประกอบการเป็นตัวตั้งในการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskilling และ Reskilling) เพื่อให้ผู้หางาน โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ มีโอกาสได้งานที่ตรงกับศักยภาพและสามารถเติบโตในสายอาชีพได้ นอกจากการพัฒนาทักษะแรงงานแล้ว ยังเดินหน้ายกระดับแพลตฟอร์ม &ldquo;ไทยมีงานทำ&rdquo; ให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลตำแหน่งงานและความต้องการทักษะของภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับคู่งาน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และช่วยให้การออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมของภาครัฐตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการจ้างงานในอนาคต รัฐบาลเชื่อว่าการแก้ปัญหาการว่างงานต้องเริ่มจากการทำให้คนกับงานตรงกัน ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนตำแหน่งงาน แต่ต้องยกระดับทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างงานที่มั่นคง รายได้ที่เหมาะสม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการสมัครงาน และนายจ้างที่ต้องการประกาศรับสมัครงานผ่านเว็บไซต์ &ldquo;ไทยมีงานทำ&rdquo; สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202607194681cf71c8f79ca4eb452380d8fee815150411.jpg' type='image/jpg' length='1523692' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ทำโรดโชว์ประเทศไทย ดึงการลงทุนจีน สร้างโอกาสใหม่ ดันไทยเป็นฐานผลิต EV-AI พร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/523508</link>
<guid isPermaLink="false">e40f4bfdd4e732515a0b2c106a887ca3</guid>
<pubDate>Sun, 19 Jul 2026 15:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(18 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมกิจกรรม Prime Minister -Thai Private Sector Lunch eon ร่วมกับ 140 ผู้บริหารระดับสูงไทย (CEO) ซึ่งเป็นภาคเอกชนไทยที่มาลงทุนในจีนจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ &nbsp;ได้แก่ ธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์-สาธารณสุข ท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีย้ำความพร้อมของไทยในการแสวงความร่วมมือ สร้างโอกาสให้ประเทศและภาคเอกชน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล พร้อมอำนวยความสะดวกและเป็นลู่ทางการลงทุนของเอกชนไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาล คือ ต้องเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าสำคัญต่าง ๆ และขอบคุณภาคเอกชนไทยทุกคนที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลมีหน้าที่สร้างโอกาส ขณะที่ภาคเอกชนคือผู้สร้างความสำเร็จ หากเราทำงานร่วมกันในฐานะ &ldquo;ทีมไทยแลนด์&rdquo; ด้วยเป้าหมายเดียวกัน เชื่อมั่นว่าไทยจะไม่เพียงเติบโตในตลาดจีน แต่จะก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน</p>

<p>นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานเปิดงาน Thailand&ndash;China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) ร่วมพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (BOI Chengdu Office) และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนของไทยและจีน ซึ่งจะช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างทั้งสองประเทศ โดยมีผู้ว่าการมณฑลเสฉวน ผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองประเทศ นักลงทุน และผู้แทนภาคเอกชนไทย&ndash;จีนเข้าร่วม ซึ่งถือเป็นการปักหมุดและส่งสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับจีน โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือในระดับท้องถิ่นมากขึ้น มณฑลเสฉวนมีประชากร 80 ล้าน เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 6 ของจีน จึงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญของจีน ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งโดยเป็นศูนย์กลางอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง บุคลากรที่มีคุณภาพ ความพร้อมด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด มาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล และสิทธิประโยชน์จูงใจจาก BOI ที่สำคัญ รัฐบาลกำลังผลักดันการปฏิรูประบบราชการและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรองรับการเจริญเติบโต และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ได้ จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ไทยได้รับการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ 3.8 หมื่นล้านหยวน หรือราว 1 ล้านล้านบาท การค้าระหว่างเสฉวนและไทยยังมีโอกาสอีกมาก ด้วยการพัฒนาเส้นทาง New International Land-Sea Trade Corridor และนโยบาย Chengdu - Chongqing Economic Circle พื้นที่แห่งนี้กำลังกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญของเส้นทางสายไหมทางบกที่เชื่อมจีนตะวันตกเข้ากับเอเชียใต้ เอเชียกลางและอาเซียนโดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง ซึ่งไทยนำคณะมาเยือนในครั้งนี้ เพื่อสร้างความร่วมมือกับมณฑลเสฉวนในด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยมีจุดแข็งทั้งของไทยและเสฉวนที่จะมาเติมเต็มกัน โดยรัฐบาลมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบใน 3 มิติ ได้แก่<br />
1. ความเร็วและการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นกลไกที่จะช่วยลดระยะเวลาอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ลงทุนแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท<br />
2. การยกระดับผู้ประกอบการและบุคลากรไทย ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ BOI และskill bridge &nbsp;<br />
3. การสร้างความแข็งแรงจากภายใน ผ่านการมีมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านพลังงานและการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล</p>

<p>ผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวได้รับการยอมรับจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ทั้ง Moody&rsquo;s และ S&amp;P Global Ratings ที่ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้น ขณะที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยจาก IMD ก็ขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังของรัฐบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนจากทั่วโลก</p>

<p>นางซือ เสี่ยวหลิน ผู้ว่าการมณฑลเสฉวนและรองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้กล่าวว่า ประเทศไทยและประเทศจีนเป็นเพื่อนบ้าน ญาติมิตร และหุ้นส่วนที่ดีต่อกัน เราจึงควรเปลี่ยนมิตรภาพดังกล่าวมาเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน โดยประเทศไทยมีศักยภาพในหลากหลายด้าน อาทิ ยานยนต์ เกษตรและอาหาร ในขณะที่มณฑลเสฉวนมีความโดดเด่นด้านทรัพยากร อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ดังนั้น มณฑลเสฉวนจึงพร้อมส่งเสริมและแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย ทั้งในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายประสบความสำเร็จร่วมกัน</p>

<p>ด้านนายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การท่องเที่ยว และความร่วมมือระดับท้องถิ่น เพื่อเชื่อมเศรษฐกิจไทยเข้ากับตลาดจีนตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม และย้ำว่าไทยเป็นประเทศสำคัญสำหรับมณฑลเสฉวน ปัจจุบันเสฉวนมีความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องกับ 5 จังหวัดของไทย และจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาเสฉวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวนอยู่ที่ประมาณ 41,000 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 112 สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่ายกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เสฉวนยังมีร้านอาหารไทยมากที่สุดในภาคตะวันตกของจีน แสดงให้เห็นถึงความนิยมในอาหารและวัฒนธรรมไทย ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร วัตถุดิบ เครื่องปรุง และธุรกิจบริการของไทยได้อีกมาก</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเดินทางเยือน 3 เมืองหลัก ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง รวมทั้งได้พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อยืนยันว่าไทยพร้อมยกระดับความร่วมมือกับจีนในทุกมิติและทุกระดับ ตั้งแต่รัฐบาลกลาง มณฑล เมือง ไปจนถึงภาคเอกชนและย้ำว่าเสฉวนซึ่งมีประชากรกว่า 80 ล้านคน เป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ของสินค้าไทย และเป็นแหล่งนักลงทุนคุณภาพที่ไทยต้องการเชื่อมโยงให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยผู้บริหารและผู้ประกอบการไทยกว่า 150 รายที่เข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่นครเฉิงตู ได้สนใจศักยภาพของตลาดจีนตะวันตก และเป็นโอกาสสำคัญในการหาคู่ค้า เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้า และสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่ การเยือนนครเฉิงตูครั้งนี้จะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าและบริการ<br />
ของไทย ดึงการลงทุนและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ รวมทั้งสร้างโอกาสด้านงาน รายได้ และการพัฒนาทักษะให้ประชาชนไทย&nbsp;</p>

<p>ปัจจุบัน จีนเป็นหนึ่งในนักลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไทย โดยในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมจากจีน 982 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 41 ของจำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศ สูงเป็นอันดับหนึ่ง มีมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 172,000 ล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 จีนยังคงมีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมสูงที่สุด จำนวน 155 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 36 ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ มีมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 17,300 ล้านบาท โดยบีโอไอจะเดินหน้าดึงการลงทุนที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น</p>

<p>นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พบหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับบริษัทเอกชนชั้นนำของจีนแบบรายบริษัท (one-on-one) ได้แก่ บริษัท Xiaomi Corporation บริษัท ChangAn Automobile บริษัท Innolight Technology และ บริษัท Eoptolink Technology โดยเอกชนจีนสนใจขยายการลงทุนต่อเนื่อง เพราะเห็นว่า ไทยมีข้อได้เปรียบในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ โดยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อม ที่เอื้อต่อการลงทุน และการอำนวยความสะดวกภาครัฐให้กับนักลงทุน ภายใต้โครงการ Thailand FastPass และสิทธิประโยชน์ของ BOI ไทยมีความพร้อมในอุตสาหกรรมใหม่ และ AI สอดรับกับที่ IMF เสนอรายงานว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรม AI 4 อันดับแรกของโลก โดย บริษัท Xiaomi Corporation ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้านอุปกรณ์อัจฉริยะ IoT, AloT และ Smart Devices ได้เล็งเห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางยานยนต์ชั้นนำและตลาดเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ChangAn Automobile ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน แจ้งว่า เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกในต่างประเทศที่จังหวัดระยอง เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวาสำหรับตลาดอาเซียนและตลาดโลก และตั้งสำนักงานธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) และศูนย์วิจัยและพัฒนา เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจมูลค่าสูง บริษัท Innolight Technology &nbsp;ธุรกิจหลักด้านโมดูลรับส่งสัญญาณแสง อันดับต้น ๆ ของโลก มีการจ้างงานบุคลากรและนักวิจัยไทย มีแผนขยายความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) และเพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ และบริษัท Eoptolink Technology บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสำคัญสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ปัจจุบันใช้ไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกและแห่งเดียวของบริษัทนอกประเทศจีน มีการจ้างงานกว่า 8,000 อัตราในจังหวัดชลบุรีและระยอง ได้ยืนยันกับรัฐบาลไทยในการขยายกำลังการผลิตและแผนการลงทุนเพิ่มเติมในไทย เพื่อเสริมสร้างให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในไทย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260719a88daa9f4de1276c59ab9d0ec5ee17d1150233.jpg' type='image/jpg' length='1439641' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สุรศักดิ์” ผลักดัน “ไทยเที่ยวไทย พลัส” กระตุ้นการท่องเที่ยว 5 แสนสิทธิ รัฐช่วยค่าที่พัก 50% ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/523323</link>
<guid isPermaLink="false">51c2cbc4fcc0e11838fc2f63f9a8d6c4</guid>
<pubDate>Sat, 18 Jul 2026 11:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงมาตรการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของประเทศ โดยระบุว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าผลักดันมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดต่างชาติเพียงด้านเดียว และสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน โดยได้ผลักดันโครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทย พลัส&rdquo; วงเงินรวม 1,750 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทย ซึ่งมาในรูปแบบ Co-payment หรือการช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้<br />
- สนับสนุนค่าที่พัก รัฐช่วยจ่ายค่าที่พัก 50% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ&nbsp;<br />
- โควตาจำกัด เบื้องต้นกำหนดไว้ที่ 500,000 สิทธิ (นักท่องเที่ยวได้รับสิทธิสูงสุด 5 สิทธิต่อคน)<br />
- แจก E-Voucher เพิ่ม มอบคูปองดิจิทัลมูลค่า 500 บาทต่อสิทธิ สำหรับใช้เป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือบริการด้านการท่องเที่ยว เช่น ทัวร์แบบ One Day Trip บริการรถเช่า การชอปปิง และร้านอาหาร&nbsp;</p>

<p>ใช้สิทธิได้ในวันธรรมดาหรือวันหยุด ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วประเทศ คาดว่าจะเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิได้ช่วงปลายปี 2569 และคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางบวกต่อเศรษฐกิจสูงถึง 32,046 ล้านบาท และสร้างรายได้จากภาษีกลับคืนมาประมาณ 1,660 ล้านบาท</p>

<p>นอกจากนี้ยังเตรียมมาตรการสนับสนุนค่าเดินทางทางอากาศสำหรับคนไทย โดยผู้ที่เดินทางไปเมืองหลักจะได้รับการสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบิน 400 บาทต่อเที่ยว และเมืองรอง 600 บาทต่อเที่ยว ผ่านการจองตรงกับสายการบินที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมเดินหน้าโครงการ Thailand All Connect สนับสนุนเที่ยวบินประจำและเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ เพิ่มโอกาสการกระจายรายได้สู่แหล่งท่องเที่ยวทั่วไทย</p>

<p>อีกทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังมีแนวทางขยายระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจาก 15 วัน เป็น 30 วัน เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มจัดงานแต่งงาน (Destination Wedding) และกลุ่มครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงและพำนักในประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน และจะยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว นำเทคโนโลยี AI กล้องอัจฉริยะ ระบบสแกนใบหน้า และโดรนตรวจการณ์มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะการลดระยะเวลาการรอคอยและการยกระดับคุณภาพการให้บริการภายในสนามบิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ ที่ต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงของชาติ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการการทำงานภายใต้แนวคิด &ldquo;สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย&rdquo; พร้อมผลักดันมาตรการทั้งระยะเร่งด่วนและระยะต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automatic Channel) การบริหารจัดการกำลังพลให้สอดคล้องกับปริมาณเที่ยวบิน การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคนเข้าเมือง การบริหารจัดการพื้นที่รองรับผู้โดยสาร การอำนวยความสะดวกด้านการสัญจรภายในท่าอากาศยาน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานแบบบูรณาการ เพื่อลดระยะเวลาการรอคอยและยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกอย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านเครือข่าย Influencer ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ และผลักดัน Soft Power ของไทยสู่สายตานานาชาติ</p>

<p>นายสุรศักดิ์ เน้นย้ำว่าจะเร่งผลักดันมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อกระตุ้นการเดินทาง สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ กระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานราก และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและปลอดภัย หลังจากนี้จะนำข้อสรุปจากการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (กรอ.ท่องเที่ยว) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เสนอต่อคณะอนุกรรมการชุดที่มี&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และนำเข้าสู่ที่ประชุม กรอ.ท่องเที่ยว ชุดใหญ่ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260718012e25cca95453cdc79f242fa2b3e6fa115602.jpg' type='image/jpg' length='1564583' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หารือ “สี จิ้นผิง” เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีนรอบใหม่ ดึง AI การลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างโอกาสเศรษฐกิจไทย ยกระดับความมั่นคง ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/523321</link>
<guid isPermaLink="false">1abfd7edbf760f07ac5e7e47d9f134fe</guid>
<pubDate>Sat, 18 Jul 2026 11:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(17 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 กรกฎาคม 2569 โดยได้กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) ภายใต้หัวข้อ &ldquo;AI Partnership for a Brighter Future&rdquo;ณ ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall นครเซี่ยงไฮ้ โดยมีนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการเข้าร่วม</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดย AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในทุกด้าน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้ ขึ้นอยู่กับการที่ทุกประเทศร่วมกันกำหนดทิศทางและกติกาในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยชื่นชมจีนที่ริเริ่มการประชุมและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านธรรมาภิบาล AI รวมถึงข้อริเริ่มในการจัดตั้ง &ldquo;องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก&rdquo; (World Artificial Intelligence Cooperation Organization) และสนับสนุนการหารือระดับโลกด้านธรรมาภิบาล AI ของสหประชาชาติ (United Nations Global Dialogue on AI &nbsp;Governance) เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมกันสร้างระบบพหุภาคีที่เปิดกว้างและครอบคลุม &nbsp;ซึ่งมีเป้าหมายร่วมคือ การสร้างอนาคตของ AI ที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเสนอว่า ธรรมาภิบาล AI ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การคุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity) อีกทั้งยังได้เน้นย้ำว่า AI ควรเป็นเครื่องมือที่ใช้ผลักดันไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับการศึกษา การสาธารณสุข และบริการภาครัฐ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนในทุกประเทศ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาควรมีบทบาทเป็นผู้ร่วมสร้างอนาคตของ AI ไม่ใช่เพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยประเทศอื่น ประเทศไทยพร้อมมีส่วนร่วมผ่าน AI Governance Practice Center ซึ่งจะเป็นพื้นที่ทดลองเชิงปฏิบัติ (Sandbox) สำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ในการนำหลักการธรรมาภิบาล AI ระดับสากลไปประยุกต์ใช้และพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดผลได้จริง</p>

<p>นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนายสี จิ้นผิง ได้ย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีน คือ ครอบครัวเดียวกัน (Thailand - China &nbsp;as One Family) และจีนพร้อมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน AI อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ความมั่นคงของภูมิภาค และพร้อมสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่ง AI จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า แต่ต้องควบคู่กับการรับมืออาชญากรรมออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสนอให้ร่วมกันเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ พัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน ขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ</p>

<p>ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ ยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค</p>

<p>สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ไทย&ndash;กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค สนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเมียนมา และกระชับความร่วมมือในเวทีภูมิภาคระหว่าง จีน-อาเซียน เอเปค แม่โขง ล้านช้าง ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทั้งสองประเทศ&nbsp;</p>

<p>อีกทั้งได้หารือกับ นายกง เจิ้ง นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม AI และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ไทยพร้อมร่วมมือกับจีนในการพัฒนา AI อย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจ และจะนำประสบการณ์ของเซี่ยงไฮ้มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เมืองอัจฉริยะ และการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ นอกจากนี้ยังเปิดรับการลงทุนคุณภาพในอุตสาหกรรม AI ดิจิทัล และนวัตกรรม พร้อมทั้งสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าไทยในจีนผ่านงาน China International Import Expo (CIIE) และขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เข้าเยี่ยมชมบริษัท AgiBot บริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ชั้นนำของจีนซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการหุ่นยนต์ โมเดลปัญญาประดิษฐ์ และฐานข้อมูลสำหรับการฝึกฝนหุ่นยนต์ เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย ทั้งในภาคการผลิต โลจิสติกส์ การบริการ และการดูแลผู้สูงอายุ สำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ของบริษัท แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ออกแบบให้มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ หุ่นยนต์สำหรับภาคอุตสาหกรรมและคลังสินค้า และหุ่นยนต์เฉพาะทางสำหรับงานลาดตระเวน ตรวจสอบความปลอดภัย และงานทำความสะอาดเชิงพาณิชย์ นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนจะช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทยในอนาคต</p>

<p>อีกทั้งยังได้พบหารือทวิภาคีกับนายคาซีม-โยมาร์ต โตคาเยฟ (H.E. Mr. Kassym-Jomart Tokayev) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คาซัคสถานเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในเอเชียกลาง ไทยพร้อมเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์ ความมั่นคงทางอาหาร การบริการการโรงแรม AI พลังงาน และแร่หายากสำคัญ นอกจากนี้คาซัคสถานยังได้สนับสนุนข้อริเริ่มของไทยในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ขยายเส้นทางบินใหม่เพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเชื่อมโยงในระดับประชาชนระหว่างสองประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/2026071865ed9bc1616b6f6ba7b626313a455266115218.jpg' type='image/jpg' length='1415472' />
</item>
</channel>
</rss>
