<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่น]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://region7.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ศธ. - พม. - มท. เร่งยกระดับทุนมนุษย์ ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพคนไทยทุกช่วงวัย สร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนสำหรับเด็ก ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/510043</link>
<guid isPermaLink="false">5a23c6d48f296b544f8a2e37c73e842f</guid>
<pubDate>Sun, 07 Jun 2026 11:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(6 มิ.ย. 69) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของคนไทยทุกช่วงวัย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยได้เผชิญกับความท้าทายในหลากหลายมิติ ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจที่สร้างความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ โดยประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่อัตราการเกิดกลับลดลง&nbsp;</p>

<p>นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงมหาดไทย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนและคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำ คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง&nbsp;</p>

<p>จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงและมีความพร้อมในการเป็นพื้นที่ต้นแบบ ในการขับเคลื่อน &ldquo;โคราชโมเดล&rdquo; สู่การพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการยกระดับอาหารกลางวันและโภชนาการเด็กเพื่อลดภาระครู การสร้างสถานศึกษาปลอดภัยห่างไกลยาเสพติดและความรุนแรง การดูแลเด็กพิการให้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม การนำเด็กหลุดจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่การเรียนรู้ผ่านรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการพัฒนารูปแบบ &ldquo;ชุมชนคือห้องเรียน&rdquo; (Community-Based Learning) โดยใช้ทรัพยากรและศักยภาพของชุมชนเป็นฐานในการสร้างโอกาสการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย ซึ่งเป็นต้นแบบการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยจะขยายผลสู่พื้นที่อื่นของประเทศ และจะมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม</p>

<p>นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า การลงพื้นที่เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน พบปัญหากลุ่มเปราะบางยังเข้าไม่ถึงสิทธิสวัสดิการสังคมอย่างครอบคลุมมีหนี้สินครัวเรือนจำนวนมาก มีปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และมีความต้องการในการดูแลกลุ่มเปราะบางระยะยาวภายใต้สังคมสูงวัย โดยกระทรวง พม. จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้พื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นโมเดลต้นแบบ และให้ความสำคัญกับ &ldquo;การสร้างสังคม อยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน&rdquo; เพื่อทำให้ประชาชนได้รับโอกาสในการต่อยอดไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี &nbsp;&ldquo;โคราชโมเดล&rdquo; จะเป็นพื้นที่ต้นแบบ สำหรับ 1) เด็กและเยาวชน สนับสนุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนทุกมิติ และกิจกรรมสภาเด็กและเยาวชน ทั้งในระดับตำบล และอำเภอ สนับสนุนงบประมาณเพื่อเสริมศักยภาพ 2) คนพิการ นำคนพิการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ สำรวจและค้นหาเด็กพิการที่ตกหล่น จัดให้มีหลักสูตร หรือสถานที่รองรับเด็กพิการให้มากขึ้น 3) ผู้สูงอายุ ดูแลและพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุในพื้นที่ ส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ตามเหมาะสม การดูแลความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิต การมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และการขยายความร่วมมือของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) และโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย 4) ผู้มีรายได้น้อย อำนวยความสะดวกกลุ่มเปราะบางในการลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นพื้นฐานข้อมูลและการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม 5) วางระบบและรวบรวมฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางในท้องถิ่นให้แม่นยำ เพื่อเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และการจัดตั้งคำของบประมาณและจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่อย่างเหมาะสม และ 6) ชุมชนเข้มแข็ง ร่วมสร้างสังคมหรือชุมชนเข้มแข็ง ขับเคลื่อนโครงการศูนย์สร้างสุข เพื่อดูแลเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน คนพิการ ผู้สูงอายุ คนไร้ที่พึ่ง และปัญหาความรุนแรง สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ชาวชุมชนร่วมกันจัดตั้ง โดยดึงผู้นำท้องถิ่นที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ส่งเสริมการออม และเป็นสวัสดิการของประชาชนอย่างยั่งยืน</p>

<p>นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การบูรณาการร่วมกันทั้ง 3 กระทรวงจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการอาศัยกลไกการทำงานในพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพราะเป้าหมายสูงสุดของความสำเร็จในการปฏิบัติงานคือ &ldquo;ผลประโยชน์ของประชาชน&rdquo; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง &ldquo;โครงการไทยช่วยไทย&rdquo; ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล สิ่งสำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิและยืนยันตัวตนได้อย่างครอบคลุม จึงได้บูรณาการร่วมกับธนาคารกรุงไทย นำรถโมบายล์เคลื่อนที่ออกให้บริการประชาชนถึงในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผ่านวิทยุกระจายเสียงและเครือข่ายไลน์ของหมู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิได้อย่างเท่าเทียมและไม่มีใครตกหล่นและการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อสำรวจและดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า ประปา ที่ดินทำกิน เพื่อร่วมกัน &ldquo;บำบัดทุกข์ บำรุงสุข&rdquo; ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมทั้งได้เปิดกิจกรรม KICK OFF โครงการ &ldquo;เปิดเทอมใหม่ โรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child Friendly School)&rdquo; ประจำปี 2569 ณ โรงเรียนพิมายวิทยา อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยมอบสิทธิสวัสดิการสังคมตามภารกิจด้านเด็กและเยาวชนของกระทรวง พม. ได้แก่ เงินสนับสนุนการศึกษาแก่ผู้แทนเด็กโครงการ Thailand Zero Dropout เด็กที่พ้นจากสิทธิ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน อุปกรณ์การเรียน และป้ายโรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง &ldquo;พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก&rdquo; เพราะเด็กทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงโลกออนไลน์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวง พม. ขับเคลื่อนงานคุ้มครองเด็กเชิงรุก ด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในทุกมิติ และบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กในทุกรูปแบบ การถูกทอดทิ้ง การกลั่นแกล้ง หรือการละเมิดสิทธิ &nbsp;ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคีเครือข่าย รวม 18 หน่วยงาน&nbsp;</p>

<p>โครงการ &ldquo;เปิดเทอมใหม่ โรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child Friendly School)&rdquo; เป็นการสนับสนุนให้เด็กกลุ่มเปราะบางเข้าถึงระบบการศึกษาและได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ด้วยทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนส่งเสริมให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ปลอดภัย และสนับสนุนให้ประชาคมภายในโรงเรียน (ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน) มีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาระบบความปลอดภัยในโรงเรียน สำหรับการสร้าง &ldquo;พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก&rdquo; ได้ขับเคลื่อนร่วมกัน ได้แก่ 1) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีการพัฒนาระบบ SAFE SCHOOL เพื่อเป็นกลไกรับแจ้งเหตุในสถานศึกษา กระทรวง พม. มีการขับเคลื่อน &ldquo;ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม.โทร. 1300&rdquo; ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เด็กเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นความลับ 2) กระทรวง พม. ร่วมดูแลเด็กและครอบครัวเปราะบาง ผ่านการจัดสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา ความเป็นอยู่ สุขภาพ ความปลอดภัย การพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง 3) บูรณาการการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่โดยใช้กลไกทีมสหวิชาชีพ พม.จังหวัด หน่วยงานการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเฝ้าระวัง คัดกรอง และช่วยเหลือเด็กอย่างเป็นระบบ ผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็น &ldquo;หนึ่งทีม หนึ่งเป้าหมาย&rdquo;และ 4) การสร้างโรงเรียนปลอดภัยควบคู่กับชุมชนปลอดภัย เพราะความปลอดภัยของเด็กไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียน แต่ต้องเกิดขึ้นในครอบครัว ชุมชน และสังคมรอบตัวเด็กด้วย สนับสนุนการพัฒนาศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็ก และสร้างเครือข่ายชุมชนปลอดภัยควบคู่ไปกับการพัฒนาโรงเรียนปลอดภัยทั่วประเทศ</p>

<p>นอกจากนี้จากความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.พ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยที่มีศักยภาพสูงแต่ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นักเรียนทุนโครงการ ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) จำนวน 20 คน ได้เดินทางไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา โดยนักเรียนทุน ODOS รุ่นที่ 1 มีจำนวน 48 คน มาจากทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 45 คน และนักเรียนอาชีวศึกษา 3 คน ผ่านการคัดเลือกตามศักยภาพทางวิชาการในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)) ซึ่งเป็นสาขาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่งได้แบ่งการเดินทางศึกษาต่อในต่างประเทศ ดังนี้ 20 คน ไปสหรัฐอเมริกา อีก 21 คน จะเดินทางไปสหราชอาณาจักรในเดือนสิงหาคม และอีก 7 คน จะเดินทางไปออสเตรเลียในเดือนตุลาคม ผู้ได้รับทุนทุกคนจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและค่าครองชีพตลอดหลักสูตร ปัจจุบันโครงการ ODOS รุ่นที่ 1&ndash;3 ได้มอบโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยแล้วจำนวน 3,599 คน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ ODOS รุ่นที่ 4 มีผู้มีสิทธิรับทุนเพิ่มเติมอีก 1,109 คน อยู่ระหว่างการยืนยันสิทธิ และจะประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการในวันที่ 10 มิถุนายน 2569</p>

<p>นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ &ldquo;ALL for Education&rdquo; ที่เชื่อมั่นว่าการศึกษาที่มีคุณภาพต้องเข้าถึงได้สำหรับทุกคน การศึกษาไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของคนที่มีต้นทุนมากกว่า แต่ต้องเป็นโอกาสที่เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้ตามศักยภาพของตนเอง โครงการ ODOS จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสและพัฒนากำลังคนคุณภาพของประเทศในระยะยาว การลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ และการสร้างโอกาสให้เยาวชนที่มีศักยภาพได้เข้าถึงการศึกษาระดับโลก คือการวางรากฐานสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260607e8390b835a2d72b6c32a3d989a76b170115035.jpg' type='image/jpg' length='1477534' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อว. จับมือ พม. เตรียมเสนอเพิ่มเบี้ยคนพิการ 1,000 บาท ถ้วนหน้า จ้างงานคนพิการในหน่วยงานรัฐ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/509895</link>
<guid isPermaLink="false">1de6e4d7a4533a04ece13f3eb8d3804a</guid>
<pubDate>Sat, 06 Jun 2026 12:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(4 มิ.ย. 69) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ เร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกเพื่อสร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมในสังคม จากผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธาน ที่ประชุมได้มีมติสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิทธิสวัสดิการ บริการของรัฐและสิ่งอำนวยความสะดวกได้ทั่วถึง เท่าเทียมและยั่งยืน โดยมติที่สำคัญของ กพช. คือการเห็นชอบปรับเพิ่มสวัสดิการเบี้ยความพิการจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาท แบบถ้วนหน้า โดยกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นคือ คนพิการที่ปัจจุบันไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้สิทธิเท่ากับกลุ่มที่ได้รับสิทธิ 1,000 บาทอยู่เดิม ทั้งคนพิการอายุมากกว่า 18 ปีที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 1.2 ล้านคน และคนพิการอายุต่ำกว่า 18 ปี อีก 1.1 แสนคน การปรับเพิ่มสวัสดิการในครั้งนี้จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณประจำปีเพิ่มเติมอีก 5,257 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้งบประมาณรวมต่อปีสำหรับการจ่ายเบี้ยความพิการปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 27,677 ล้านบาท เพื่อดูแลคนพิการทุกคนอย่างทั่วถึง โดยมอบหมายให้กระทรวง พม. โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) เร่งนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาปรับเพิ่มสวัสดิการเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า สำหรับคนพิการทุกคน ซึ่งจะส่งผลให้คนพิการทั่วประเทศที่ปัจจุบันมีมากถึง 2.27 ล้านคน สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด โดยการบูรณาการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม</p>

<p>นอกจากนี้ ที่ประชุม กพช. ยังได้อนุมัติเงินงบกองทุนประจำปี 2569 กรอบวงเงิน 141 ล้านบาท เพื่อจัดหากายอุปกรณ์ช่วยเหลือคนพิการ จำนวน 17,000 รายการ และปรับปรุงแก้ไขระเบียบ กพช. 6 ฉบับ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนพิการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เพิ่มรายละเอียดของอายุบัตรประจำตัวคนพิการ และการสนับสนุนศูนย์บริการคนพิการเพื่อการจัดบริการอย่างตรงความต้องการ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลคนพิการสามารถพัฒนาเป็นผู้ช่วยคนพิการได้ เพื่อสนับสนุนการดูแลคนพิการโดยครอบครัว และมีส่วนร่วมดูแลคนพิการอื่น ๆ ในชุมชน โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เครือญาติผู้ดูแลคนพิการสามารถพัฒนาเป็นผู้ช่วยคนพิการและได้รับค่าตอบแทน แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องผ่านการอบรมและได้รับการรับรอง (Certified) อย่างถูกต้อง โดยจะได้รับค่าตอบแทน 60 บาทต่อชั่วโมง หากทำงาน 6 ชั่วโมงต่อวัน ตลอด 30 วัน จะมีรายได้ 10,800 บาทต่อเดือน ซึ่งในปี 2569 ได้เตรียมงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการนี้รวม 184.159 ล้านบาท ปัจจุบันมีผู้มาเบิกจ่ายในส่วนนี้แล้วกว่า 2,000 คน ส่วนมาตรการส่งเสริมอาชีพและการดูแลคนพิการ ที่ประชุมได้อนุมัติขยายเพดานวงเงินกู้ยืมเพื่อการประกอบอาชีพ จากเดิม 120,000 บาท เพิ่มเป็น 300,000 บาท โดยจะให้สิทธิเฉพาะลูกหนี้ชั้นดีที่มีประวัติการชำระเงินตรงเวลา ซึ่งปัจจุบันมีผู้กู้ยืมในระบบประมาณ 10,007 คน ภายใต้วงเงิน 1,000 ล้านบาท รวมถึงการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อน พ.ร.บ. Universal Design อย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญในการคืนศักดิ์ศรีให้คนพิการสามารถเดินทางท่องเที่ยวและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข และสนับสนุนให้เกิดความพร้อมของระบบคมนาคมขนส่งในประเทศไทย สำหรับอำนวยความสะดวกให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งแก้ไขระเบียบให้คนพิการสามารถใช้บัตรประจำตัวคนพิการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Card) ได้ และอนุญาตให้คนพิการที่มีความพิการทางร่างกายเชิงประจักษ์สามารถถือบัตรประจำตัวแบบตลอดชีพโดยไม่ต้องเสียเวลาต่ออายุ</p>

<p>(5 มิ.ย. 69) นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เดินหน้ายกระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริง โดยเป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการขับเคลื่อนนโยบายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนนโยบายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นการลงนามระหว่าง กระทรวง พม. โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กับหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย&nbsp;<br />
1) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี&nbsp;<br />
2) กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา&nbsp;<br />
3) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;<br />
4) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย&nbsp;<br />
5) สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ&nbsp;<br />
6) สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม&nbsp;</p>

<p>การลงนาม MOU และประกาศนโยบายร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่ภาครัฐมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการที่มีศักยภาพและมีความสามารถ ให้สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม ด้วยการจ้างงานคนพิการให้มีความยืดหยุ่น และขยายโอกาสการพัฒนาทักษะอาชีพให้คนพิการสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงาน ผ่าน 5 นโยบายสำคัญ ได้แก่&nbsp;<br />
1) การจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐเพื่อสะท้อนศักยภาพของระบบราชการในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ทุกภาคส่วนตามมาตรา 33&nbsp;<br />
2) ปรับเปลี่ยนแนวคิดโดยตั้งต้นที่การพิจารณาศักยภาพของคนพิการเพื่อกำหนดตำแหน่งงานที่เหมาะสม&nbsp;<br />
3) เชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมอาชีพคนพิการแบบพุ่งเป้า&nbsp;<br />
4) สร้างความตื่นตัวในการออกแบบ Universal Design รองรับคนพิการและทุกคนในสังคม ให้สามารถเดินทางออกจากบ้านไปสู่โอกาสในอาชีพ และ&nbsp;<br />
5) ขยายผลสร้างแรงบันดาลใจให้คนพิการ &ldquo;มีที่อยู่ ที่ยืน&rdquo; ในสังคม พึ่งตนเองได้ และเป็นแบบอย่างของพลังในการดำเนินชีวิตให้คนพิการและทุกคนในสังคม ซึ่งกระทรวง พม. ได้เตรียมรายงานผลการดำเนินงานจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐ ประจำปี 2568 ต่อคณะรัฐมนตรี</p>

<p>ข้อมูลการรักษาสิทธิของคนพิการ<br />
1. การยื่นคำขอรับเบี้ยความพิการล่วงหน้าและการขึ้นทะเบียน (ระเบียบกระทรวงมหาดไทย) ตามหลักเกณฑ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และกรุงเทพมหานคร ผู้ที่ได้รับการออกบัตรประจำตัวคนพิการรายใหม่ สามารถยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการได้ทันที ณ สำนักงานเขต ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเทศบาลตามที่อยู่ที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน โดยสิทธิจะเริ่มนับและได้รับเงินในเดือนถัดไปหลังจากยื่นคำขอ โดยเตรียมเอกสารสำคัญ ได้แก่ บัตรประจำตัวคนพิการ บัตรประจำตัวประชาชน และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการลงทะเบียน<br />
2. การให้บริการผ่านระบบออนไลน์และแอปพลิเคชัน (e-Service กรม พก.) ปัจจุบันกระทรวง พม. ได้เปิดระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบเพื่อลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยคนพิการและผู้ดูแลสามารถตรวจสอบสิทธิ ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการรายใหม่ หรือยื่นเรื่องขอต่ออายุบัตรผ่านทางออนไลน์ได้ รวมถึงการยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพแบบไม่มีดอกเบี้ยจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งสามารถทำผ่านเว็บไซต์ระบบ e-Service ของกรม พก. ได้โดยไม่ต้องเดินทางมายังศาลากลางจังหวัดหรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)<br />
3. หลักเกณฑ์ผู้ช่วยคนพิการและการสนับสนุนของกองทุนฯ สิทธิการจัดตั้ง &ldquo;ผู้ช่วยคนพิการ&rdquo; ตามระเบียบของ กพช. มีไว้เพื่อช่วยเหลือคนพิการที่มีความจำเป็นต้องมีผู้ช่วยในชีวิตประจำวัน โดยเครือญาติหรือสมาชิกในครอบครัวที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จะสามารถขึ้นทะเบียนและปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยคนพิการอย่างถูกต้อง โดยจะได้รับค่าตอบแทนและเงินสนับสนุนตามระเบียบกองทุนฯ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการดูแลคนพิการภายในสถาบันครอบครัวและชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ คนพิการที่มีระดับความลึกของความพิการรุนแรงหรือจำเป็นต้องพึ่งพิงสูง จะได้รับการพิจารณาอนุมัติผู้ช่วยคนพิการเป็นอันดับแรกโดยคณะอนุกรรมการฯ ระดับจังหวัด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/2026060614bc07e2078079047881624a5b1d9774120546.jpg' type='image/jpg' length='1245515' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก ร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน ร่วมสร้างประเทศไทยสู้โลกเดือด ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/509569</link>
<guid isPermaLink="false">bafec92e6e1e62d68fc9ff72006daa73</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 09:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>จากการประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ เมื่อวันที่ 5 - 16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ณ กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นการประชุมระดับโลกครั้งแรกที่มุ่งเน้นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยมีผู้แทนจาก 113 ประเทศเข้าร่วมประชุม ผลการประชุมในครั้งนั้น ทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอันเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ ต่อมาองค์การสหประชาชาติได้จัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) ขึ้น และรัฐบาลจากนานาประเทศได้รับข้อตกลงจากการประชุมในครั้งนั้น แล้วดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตนเอง นอกจากนี้ยังได้นำผลจากการประชุมดังกล่าวมาจัดทำเป็นรายงานเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและวิถีการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;</p>

<p>ดังนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือจากนานาชาติทั่วโลกในด้านสิ่งแวดล้อม องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) และในแต่ละปีโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) จะกำหนดประเด็นหลัก (Theme) ในการรณรงค์เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกให้เป็นทิศทางเดียวกันทั่วโลก โดยปี 2569 ได้กำหนดประเด็นหลักในการรณรงค์ ภายใต้แนวคิดหลักคือ &ldquo;Climate Action&rdquo; หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแฮชแท็กหลักคือ #NowForClimate เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนลงมือทำทันที เพื่อรับมือและแก้ไขสถานการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะโลกเดือดที่ทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกิดคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยแล้ง และน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ อุณหภูมิที่พุ่งสูงส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคฮีทสโตรก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็ก ภาวะแล้งจัดและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสุดขั้วทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงและเสียหาย</p>

<p>สำหรับกิจกรรมในประเทศไทย ปี 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ภายใต้แนวคิด Global Call for Climate Action ร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน ร่วมสร้างประเทศไทยสู้โลกเดือด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนและองค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตภาวะโลกเดือด ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 โดยมีการจัดเสวนาภายใต้แนวคิด &ldquo;ปรับ เปลี่ยน ลงมือทำอย่างไร สู้วิกฤตโลกเดือด&rdquo; และกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมภายใต้ชื่อ &ldquo;Climate Action Mission : ภารกิจพิชิตโลกเดือด&rdquo; เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันเกมทดสอบความรู้ ความเข้าใจ เพื่อร่วมกันแก้ไขวิกฤตโลกเดือดอย่างยั่งยืน ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่เวลา 09.00 น. - 16.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และช่องทาง Facebook Live กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเน้นย้ำการผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยยกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เน้นการเพาะปลูกที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในชีวิตประจำวัน</p>

<p>เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งเร่งรัดเสนอร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. &hellip; ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเป็นผู้นำเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาค และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีศักยภาพจัดการภัยพิบัติด้านสภาพอากาศในระยะยาว โดยสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ประกอบด้วยกลไกดำเนินการ 4 ส่วน ได้แก่<br />
1. กลไกด้านนโยบาย เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ<br />
2. กลไกบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและปรับตัวต่อผลกระทบในระดับพื้นที่และสาขา<br />
3. กลไกการลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีระดับนานาชาติที่ใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า<br />
4. กลไกการเงินผ่านกองทุนภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศให้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>

<p>นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติข้อเสนอของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการขับเคลื่อนกองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (Fund for Responding to Loss and Damage: FRLD) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศสำหรับรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นชอบให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศ (National Authority) และหน่วยประสานงานหลัก (National Focal Point) ของกองทุน FRLD อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการประสานความร่วมมือและผลักดันให้ทุกภาคส่วนของไทยสามารถเข้าถึงแหล่งทุนระหว่างประเทศ เพื่อนำมาเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&nbsp;</p>

<p>โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งดำเนินการทุกด้าน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนระหว่างประเทศได้มากขึ้น นำมาป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตสภาพอากาศ</p>

<p>ประชาชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดังนี้<br />
1. ลดการใช้พลังงาน ใช้พลังงานสะอาด เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน<br />
2. หยุดการเผาในภาคเกษตรกรรม ป้องกันปัญหาฝุ่น PM2.5&nbsp;<br />
3. เพิ่มพื้นที่สีเขียวในท้องถิ่น เช่น การร่วมกิจกรรมฟื้นฟูพื้นที่ป่าในชุมชน ปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจสีเขียว ในภาคชุมชนและผู้ประกอบการ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260605509fa92f76a5ac9df74f2e654f3086aa092649.jpg' type='image/jpg' length='1557368' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” Kick Off “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” จำหน่ายสินค้า SME บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคสินค้าไทย ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/509567</link>
<guid isPermaLink="false">70faa90e5fac9f73d0f1d7b1e4db92a6</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 09:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(4 มิ.ย. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย&rdquo; พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) นายปรกชล งามศิริ Co-founder Nex Gen Commerce พร้อมผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน<br />
นางศุภจี กล่าวว่า โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย&rdquo; เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งต่อยอดมาจากโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง SME ไทยเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้สำคัญให้เศรษฐกิจไทย แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ของ SME อยู่ที่ประมาณ 35% ของระบบเศรษฐกิจ จึงตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มขึ้นเป็น 40% เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์ไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนฐานรากมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้วางแนวทางส่งเสริม SME ไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทักษะและศักยภาพผู้ประกอบการ การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายโอกาสทางการตลาด ซึ่งโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย&rdquo; ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์</p>

<p>โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้าชุมชนกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเองและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ให้นำสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย 2 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย (Gross Profit : GP) ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ&nbsp;<br />
การสนับสนุนคูปองส่วนลดสินค้า และฟรีค่าจัดส่งสินค้า รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer และ Key Opinion Leader (KOL) ชื่อดัง เพื่อช่วยรีวิวสินค้า สร้างคอนเทนต์ และจัดกิจกรรมไลฟ์ขายสินค้า เพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งสินค้าฟรี จำนวน 250 คูปองต่อร้านค้า รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ขณะที่ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าผ่านโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษจากโค้ดส่วนลด &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; มูลค่า 100 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาท จำนวนรวม 500,000 โค้ด คิดเป็นมูลค่ารวม 50 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้ที่อาจยังไม่แน่ใจ ไม่อยากลอง หรือไม่รู้จักสินค้า เริ่มเข้ามาซื้อ และเมื่อซื้อแล้ว สินค้าที่ได้รับการคัดสรรมาจัดจำหน่ายเป็นสินค้าที่ดี จึงเชื่อมั่นว่าเมื่อผู้บริโภคได้ใช้จะติดใจ และสั่งซื้อซ้ำ&nbsp;</p>

<p>รัฐบาลมุ่งหวังให้คนไทยช่วยอุดหนุนสินค้าของคนไทย และกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าไทย ให้รายได้กระจายกลับไปสู่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะเดียวกันประชาชนยังได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า ถือเป็นการช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมั่นว่า โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย&rdquo; จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย สร้างการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการรักษาคุณภาพสินค้าให้ดี เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน</p>

<p>นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังเตรียมเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์ คนละครึ่งพลัส&rdquo; ภายใต้นโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ของรัฐบาล ซึ่งหัวใจหลักที่จะใช้ระบบแฟรนไชส์เป็น &ldquo;ทางลัดในการสร้างอาชีพ&rdquo; ให้กับคนไทย โดยภาครัฐจะช่วยลดภาระให้กับประชาชนและนักธุรกิจหน้าใหม่ให้สามารถเข้าถึงธุรกิจแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ด้วยการอุดหนุนเงินทุนร่วมจ่ายมูลค่าแพ็กเกจลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ให้ 50% สูงสุดรายละไม่เกิน 10,000 บาท แก่ผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ จำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 ราย ผู้ที่ต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์ คนละครึ่งพลัส&rdquo; เพื่อร่วมกันสร้างพลังทางธุรกิจให้กับคนไทย และขยายเครือข่ายแฟรนไชส์ไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งจะชี้แจงรายละเอียดโครงการฯ และเปิดตัวโครงการฯ แก่เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจปลายเดือนมิถุนายนนี้ สำหรับเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเพิ่มเติมได้ที่บูธ DBD Pavilion ภายในงาน Thailand Franchise &amp; Business Opportunities (TFBO) 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 - 7 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/2026060577baa011f6db6fe6774ac9d13ff13e14092406.jpg' type='image/jpg' length='1527587' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พม.” เร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง ใช้ MSO-LOGBOOK ตรวจสอบสิทธิ “ปกครอง” สั่งทุกอำเภอเดินหน้าค้นหาผู้ตกหล่นสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 1 ล้านรายทั่วประเทศ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/509565</link>
<guid isPermaLink="false">262a393231d8fe16d32de9e4151d3ab8</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>จากมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยเปิดลงทะเบียนและยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 4 &ndash; 21 มิถุนายน 2569 และมีการสำรวจผู้ตกหล่นตามฐานข้อมูลความจําเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย หรือระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&nbsp;</p>

<p>นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า ในฐานะหน่วยงานภาครัฐด้านสังคมที่มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จึงได้กำชับหน่วยงาน พม.จังหวัด ทั่วประเทศ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และศูนย์-สถาน-บ้าน-นิคม เตรียมความพร้อมในระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ให้ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศทส.) กระทรวง พม. จัดเตรียมและสนับสนุนข้อมูลกลุ่มเปราะบางในระบบ MSO-LOGBOOK ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลหลักที่มีการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนทั่วประเทศ ให้แก่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ทั่วประเทศ เพื่อใช้ประกอบ การตรวจสอบข้อมูลในช่วงกระบวนการยืนยันข้อมูลในระดับพื้นที่ รวมถึงการช่วยเหลือกรณีประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนยากลำบากจริง แต่ไม่มีข้อมูลในระบบ MSO-LOGBOOK เพื่อให้สามารถบันทึกข้อมูลในระบบได้ และมอบหมายให้กองตรวจราชการ (กตร.) กระทรวง พม. ซักซ้อมความเข้าใจให้กับ พมจ. และหน่วยงาน พม. จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเตรียมแผนอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ สำหรับการลงทะเบียนและยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ อาทิ การยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเท่าเทียม และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวง พม. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ บูรณาการความร่วมมือระหว่างกันและสนับสนุนการปฏิบัติงานของ พมจ.ทั่วประเทศ รวมถึงประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนกลุ่มเปราะบางเป็นสำคัญ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการพื้นฐานของภาครัฐและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด สั่งการให้ทุกจังหวัดบูรณาการความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เร่งดำเนินการสำรวจและติดตามกลุ่มเป้าหมาย ระหว่างวันที่ 4 - 21 มิถุนายน 2569 ผ่าน &ldquo;ระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ&rdquo; เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ สั่งการให้ที่ทำการปกครองอำเภอทั่วประเทศจัดตั้ง ศูนย์บริการร่วม (One Stop Service : OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้คำปรึกษา ตรวจสอบข้อมูล และยืนยันตัวตนของประชาชน</p>

<p>สำหรับประชาชนที่เคยได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในปี 2565 หรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปัจจุบันต้องยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการใหม่ทุกราย ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
กรณีประชาชนกลุ่มตกหล่น ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิของรัฐได้อีกประมาณ 1,044,785 คน ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) บุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ลงพื้นที่เชิงรุกสำรวจ&nbsp;</p>

<p>ผู้มีสิทธิจากฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-LOGBOOK) &nbsp; &nbsp;ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดำเนินการเร่งสำรวจ ให้คณะกรรมการหมู่บ้าน หรือ คณะกรรมการชุมชน จัดเวทีประชาคมหมู่บ้านและชุมชน เพื่อร่วมกันตรวจสอบข้อมูลให้ครอบคลุมและโปร่งใส รวมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนช่วยกันค้นหาผู้ที่สมควรได้รับสิทธิแต่ยังไม่ได้รับการบันทึกข้อมูลในระบบ เพื่อให้ไม่มีประชาชนผู้เดือดร้อนถูกทอดทิ้งหรือหลุดจากการช่วยเหลือของภาครัฐ ระหว่างวันที่ 4-17 มิถุนายน 2569 ให้ได้รับการลงทะเบียนครบถ้วนทุกราย ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการสอบทานตามบัญชีรายชื่อครบถ้วนแล้วให้เร่งยืนยันและส่งข้อมูล ภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 23.59 น. เพื่อกรมการปกครองจะได้นำส่งให้กระทรวงการคลังดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและเงื่อนไขที่กำหนดต่อไป และได้กำชับทุกจังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตือนให้ระมัดระวังมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์ หรือหลอกลวงเกี่ยวกับการลงทะเบียนและการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยขอให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เชื่อถือได้เท่านั้น &ldquo;เป้าหมายสำคัญของโครงการคือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และได้รับการดูแลตามความจำเป็นอย่างแท้จริง&rdquo; &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
การประกาศผลผู้ลงทะเบียน วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ประกาศผล (17 กรกฎาคม 2569) ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569 โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/202606053eb6857aa8df62e1da82b0dbaa7418dc092034.jpg' type='image/jpg' length='1404801' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สีหศักดิ์” ร่วมประชุม OECD หารือนโยบายเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมโลก ย้ำให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/509198</link>
<guid isPermaLink="false">0fba59b88bca17f12e28a19d155d6e9b</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 10:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(3 มิ.ย. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในระดับรัฐมนตรี (Organization for Economic Co-operation and Development Ministerial Council Meeting: OECD MCM) ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก &ldquo;Getting Industrial Policies Right for Open Markets, Growth and Prosperity&rdquo; ระหว่างวันที่ 3 - 4 มิถุนายน 2569 ตามคำเชิญของนายมาธิอัส คอร์มันน์ เลขาธิการ OECD และนาย Petteri Orpo นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐฟินแลนด์ ในฐานะที่ฟินแลนด์เป็นประธานการประชุม MCM ประจำปี 2569 โดยนายสีหศักดิ์ ได้กล่าวถ้อยแถลงในช่วงการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Balancing the Goals and Impacts of Industrial Policy&rdquo; โดยเน้นย้ำว่า แม้นโยบายอุตสาหกรรมยังคงมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นโยบายอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับจากการมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมรายสาขา ไปสู่การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในภาพรวม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความยืดหยุ่น และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยส่งเสริมการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียว พร้อมทั้งเน้นความสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เนื่องด้วยห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี พลังงาน และการลงทุนมีความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมากขึ้น ในโอกาสนี้ยังได้ย้ำถึงการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2571 เพื่อยกระดับและเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของไทย โดยจะช่วยให้ไทยนำแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากลมาปรับใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการกำหนดนโยบาย เสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันต่าง ๆ และไทยยังสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองเชิงนโยบายกับ OECD ซึ่งจะมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง OECD กับประเทศกำลังพัฒนาได้ อีกทั้งยังได้หารือกับนายมาธิอัส คอร์มันน์ เลขาธิการ OECD ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) จากคณะกรรมการ OECD 25 คณะ พร้อมทั้งขอบคุณ OECD ที่ให้การสนับสนุนไทยอย่างต่อเนื่อง และยินดีต้อนรับเลขาธิการ OECD สำหรับการเยือนไทยในช่วงปลายปีนี้ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>

<p>การเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญของไทย ขณะนี้เป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศสำหรับการพัฒนาในระยะต่อไปและหลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง โดยจะเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปและยกระดับมาตรฐานของไทยใน 3 มิติ ได้แก่&nbsp;<br />
1. การยกระดับมาตรฐานด้านกฎระเบียบ ธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพภาครัฐให้สอดคล้องกับสากล&nbsp;<br />
2. การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมทั้งช่วยให้ไทยเชื่อมโยงกับประเทศสมาชิก OECD ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และ&nbsp;<br />
3. การสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนไทย ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ การคุ้มครองแรงงาน และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตของไทยเป็นไปอย่างครอบคลุมและยั่งยืน</p>

<p>นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังได้หารือกับนาง Julie Le Saos ที่ปรึกษาประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศสสำหรับภูมิภาคอเมริกา เอเชีย และโอเชียเนีย นายโฮริอิ อิวาโอะ (H.E. Mr. Horii Iwao) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น นางสาวเววิสลาวา เปโตรวา ชาโมวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรีย ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน การแลกเปลี่ยนคณะผู้แทนทางการค้าและภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ</p>

<p>OECD คืออะไร ทำไมประเทศไทยจึงตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกให้ได้ในปี 2571&nbsp;<br />
OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2504 แรกเริ่มประกอบด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมด 20 ประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ส่งเสริมการประสานงานด้านนโยบายและเสรีภาพทางเศรษฐกิจในหมู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว OECD โดยพัฒนาจาก OEEC (Organization for European Economic Co-operation) หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2491 เพื่อบริหารเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ภายใต้แผนมาร์แชลล์ (Marshall Plan) เพื่อบูรณะฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมของยุโรปภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบันประเทศสมาชิกของ OECD มีทั้งหมด 38 ประเทศทั่วโลก โดย OECD มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศสมาชิก ประกอบด้วย&nbsp;<br />
1. ด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ที่แข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในระดับโลก&nbsp;<br />
2. ด้านการศึกษาทุนมนุษย์ และนวัตกรรม ส่งเสริมการศึกษาและทักษะตลอดชีวิต ยกระดับคุณภาพคนให้พร้อมรับโลกอนาคต&nbsp;<br />
3. ด้านธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชัน ส่งเสริมความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบราชการและภาครัฐ และ&nbsp;<br />
4. ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม (Climate Change) ส่งเสริมนโยบายปกป้องสิ่งแวดล้อม และรับมือกับปัญหาโลกร้อน เช่น การลดการปล่อยคาร์บอน การใช้พลังงานสะอาด และการรีไซเคิล<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
จุดเริ่มต้นการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 คณะมนตรี OECD (OECD Council) ซึ่งประกอบด้วย 38 ประเทศสมาชิก มีมติเอกฉันท์เห็นชอบเปิดการหารือกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (accession discussion) กับประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะมีบทบาทในเวทีโลกและยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากลในทุกมิติ ประเทศไทยได้ยื่นต้นฉบับหนังสือแสดงเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิก OECD เมื่อเดือนเมษายน 2567 และได้รับเชิญให้เข้าร่วมหารือวาระพิเศษกับคณะมนตรี OECD ซึ่งไทยได้นำเสนอจุดแข็งของประเทศและผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับร่วมกันจากการเข้าเป็นสมาชิกของไทย นับเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งต่อมาคณะมนตรี OECD ได้มีมติเอกฉันท์เปิดการหารือกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกกับประเทศไทย จึงทำให้ไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นให้กับ นาย ฟรานติเช็ก รูซิกกา รองเลขาธิการแห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Deputy Secretary-General) ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) บันทึกข้อตกลงเบื้องต้นฉบับนี้คือการประเมินตนเองขั้นต้นของประเทศไทยถึงความสอดคล้องด้านกฎหมาย นโยบายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยต่อมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และการยื่นครั้งนั้นถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการประเมินทางเทคนิคภายใต้กระบวนการการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ตามที่กำหนดไว้ในแผนการดำเนินการเพื่อเข้าเป็นสมาชิกของประเทศไทย (Thailand&rsquo;s Accession Roadmap) ซึ่งได้รับการลงมติจากประเทศสมาชิก 38 ประเทศของ OECD ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 จากนั้นคณะกรรมาธิการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้ง 25 คณะ ซึ่งครอบคลุมนโยบายในหลาย ๆ ด้าน เช่น สภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ตลาดการเงินและการพัฒนาระดับภูมิภาค จึงได้เริ่มประเมินเชิงลึกถึงสถานะของประเทศไทย และตลอดกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD และประเทศไทยจะเจรจากันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยสนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย นโยบายและแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีของ OECD เมื่อกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>นอกจากนี้ นายมาธิอัส คอร์มันน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการ ได้กล่าวว่า &ldquo;กระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD คือเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมประเทศไทยในการพัฒนาแผนงานการปฏิรูปได้อย่างครอบคลุม และเสริมสร้างรากฐานให้มั่นคงเพื่อการเจริญเติบโตในระยะยาวควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายของประเทศไทยที่มุ่งหน้าเข้าสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี พ.ศ. 2580 กระบวนการนี้จะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย โดยประเทศไทยจะเข้าถึงเครือข่ายด้านนโยบายและผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ในขณะเดียวกัน OECD จะได้รับประโยชน์จากประเทศไทย จากข้อมูลเฉพาะและแนวคิดจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาทำงานในองค์การ<br />
ประโยชน์ของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD คือ การที่ทำให้โลกเห็นว่า &ldquo;ไทยพร้อมจะพัฒนาแบบยั่งยืนและมีมาตรฐาน&rdquo; สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ ได้แก่<br />
1. การเพิ่มความน่าเชื่อถือของไทยในสายตาต่างชาติ สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน เปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ&nbsp;<br />
2. เศรษฐกิจดีขึ้น และรายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น จะทำให้ GDP เติบโตถึง 1.6% เพราะสามารถเพิ่มการแข่งขันของภาคธุรกิจ ก้าวข้ามกับดักการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน&nbsp;<br />
3. คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้น มาตรฐานการศึกษาเข้าใกล้ระดับโลก เช่น ผล PISA ดีขึ้น<br />
4. รัฐบาลและระบบราชการโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาครัฐเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบได้และส่งเสริมธรรมาภิบาล ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง<br />
5. สิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลมากขึ้น ส่งเสริมนโยบายสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้พลังงานสะอาด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/2026060404883bba9dec419680cdf75ec770518c100204.jpg' type='image/jpg' length='1549763' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ เปิดลงทะเบียนยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4 - 21 มิ.ย. ประกาศผล 17 ก.ค. ใช้สิทธิ 1 ส.ค. 69]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/508964</link>
<guid isPermaLink="false">8c02fa5e09a1f9c637735a1f6c1fac39</guid>
<pubDate>Wed, 03 Jun 2026 11:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(2 มิ.ย. 69) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ การลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยการดำเนินโครงการดังกล่าว ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐานของภาครัฐและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ขอให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันเข้าลงทะเบียนยืนยันสิทธิ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่ โดยปรับเกณฑ์การลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ยกระดับการคัดกรองจากเดิมที่พิจารณาแบบรายครอบครัว เปลี่ยนมาเป็น &ldquo;พิจารณารายบุคคล&rdquo; เพื่อคัดกรองให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยตัวจริงและอัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด โดยมีรายละเอียดดังนี้</p>

<p>คุณสมบัติผู้ลงทะเบียน&nbsp;<br />
1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป&nbsp;<br />
2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้ ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้ ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร&nbsp;<br />
3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี&nbsp;<br />
4) ไม่มีบัตรเครดิต&nbsp;<br />
5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท&nbsp;<br />
6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี&nbsp;<br />
7) ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้ ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่ กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่&nbsp;<br />
8) ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน โดยคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ดำเนินการสำรวจผู้ที่มีคุณสมบัติและยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำมาตรวจสอบตามคุณสมบัติใหม่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ขั้นตอนการดำเนินการ ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน ต้องทำการลงทะเบียนยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ทุกราย โดยสามารถลงทะเบียนยืนยันสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 4 - 21 มิถุนายน 2569 ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่&nbsp;<br />
1) แอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo;&nbsp;<br />
2) เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th&nbsp;<br />
3) เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)&nbsp;<br />
4) หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา จะดำเนินการสำรวจผู้ตกหล่นตามฐานข้อมูลความจําเป็นพื้นฐานของกรมการพัฒนาชุมชน หรือระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และลงทะเบียนข้อมูล ผ่านระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงมหาดไทย โดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา จะอำนวยความสะดวกในการรับลงทะเบียนในพื้นที่โดยตรง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
การประกาศผลผู้ลงทะเบียน วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ประกาศผล (17 กรกฎาคม 2569) ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 กรกฎาคม 2569 โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
การจัดสรรประชารัฐสวัสดิการสำหรับโครงการฯ ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้วจะได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ได้แก่&nbsp;<br />
1. วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน&nbsp;<br />
2. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน&nbsp;<br />
3. วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน โดยสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท ได้แก่ (1) รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) (2) รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) (3) รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร (Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (4) รถไฟ (5) รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร (6) รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน (7) รถสองแถวรับจ้าง และ (8) เรือโดยสารสาธารณะ โดยไม่จำกัดวงเงินตามประเภทรถ&nbsp;<br />
4. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า อุดหนุนค่าไฟฟ้าจำนวน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนด ผู้ที่ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด และ&nbsp;<br />
5. มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา อุดหนุนค่าน้ำประปาจำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิ ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง แต่หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260603c683957bc3e4d29fd4a3576d4bff0668114021.jpg' type='image/jpg' length='1302874' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ลดค่าครองชีพ ประชาชนใช้สิทธิคึกคักทั่วประเทศ AI “นกกระซิบ” ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ยอดขาย ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/508583</link>
<guid isPermaLink="false">90d6ebbbe1c6527816a47f5296b47fc1</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 10:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(1 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊ก เชิญชวนประชาชนที่เข้าร่วม โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ไปใช้สิทธิ โดยมีข้อความระบุว่า &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส เริ่มแล้ว อย่าลืมออกไปจับจ่ายใช้สอยกันตามส่วน 60/40 นะครับ&rdquo;</p>

<p>ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมของการดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ณ ตลาดสดธนบุรี ถนนบรมราชชนนี ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ เพื่อประเมินความพร้อมของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ระบบการชำระเงิน และการให้บริการในพื้นที่จริง โดยได้พบปะประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมรับฟังข้อคิดเห็น ปัญหา และข้อเสนอแนะจากผู้ใช้บริการและผู้ประกอบการ รวมทั้งติดตามการทำงานของระบบและกระบวนการให้บริการ เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง จากการมาสำรวจรู้สึกดีใจที่เห็นประชาชนมาใช้จ่ายกับโครงการ ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้จริง ๆ และได้รับการยืนยันจากประชาชนว่าการใช้จ่ายผ่าน G Wallet ในแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ใช้งานง่าย ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย ใช้งานสะดวก&nbsp;</p>

<p>นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ที่รัฐบาลสมทบค่าใช้จ่ายให้ 60% หรือ 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 40% หรือ 133 บาทต่อวัน รวมเป็น 333 บาทต่อวัน วงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน ผู้ที่มีสิทธิไม่จำเป็นต้องใช้วันแรก ใช้เมื่อไรก็ได้ ไม่ตัดสิทธิ แต่ให้ใช้จ่ายให้หมดภายในเดือนไม่สมทบในเดือนถัดไป เพราะวัตถุประสงค์โครงการไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เพื่อบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชน แก้วิกฤต<br />
ปากท้องของประชาชน ให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าราคาถูกลง&nbsp;</p>

<p>การใช้สิทธิวันแรก (1 มิ.ย. 69) ประชาชนและร้านค้าใช้สิทธิผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; กันอย่างคึกคัก เวลา 17.00 น. มียอดใช้จ่ายรวม 1,084.43 ล้านบาท โดยประชาชนจ่าย 454.78 ล้านบาท รัฐร่วมจ่าย 629.65 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้จ่าย 5 ล้านคน และจำนวนร้านค้าที่มีการใช้จ่าย 5.66 แสนร้านค้า โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิซื้อสินค้ากับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะ โดยชำระผ่าน G Wallet ในแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ได้ตั้งแต่บัดนี้ - วันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 23.00 น. และสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรีที่ร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 21.00 น.&nbsp;</p>

<p>ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (1 มิ.ย. 69) เป็นวันแรกที่รัฐบาลได้โอนเงินสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน ทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับวงเงินรวม 1,000 บาทต่อเดือน จากเดิม 300 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 มีผู้มาใช้สิทธิตรวจสอบข้อมูล และสแกนใบหน้า เพื่อเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในครัวเรือน อาทิ ข้าวสาร น้ำตาลทราย น้ำมันพืช น้ำปลา และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหลายราย รู้สึกดีใจและขอบคุณรัฐบาลที่เพิ่มวงเงินช่วยเหลือ เนื่องจากสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม และตั้งใจใช้สิทธิเต็มวงเงิน 1,000 บาท เพื่อซื้อสิ่งของจำเป็นให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และหวังให้มีมาตรการช่วยเหลือลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง<br />
สำหรับผู้ประกอบการร้านค้า ขณะนี้มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้ว 1.05 ล้านร้านค้า ซึ่งยังเปิดให้ร้านค้าใหม่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้ว นายเอกนิติ ได้แนะนำให้ร้านค้าใช้งาน AI &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; ซึ่งเป็น AI Chatbot สำหรับร้านค้า ที่อยู่บนแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; เพื่อให้ร้านค้าใช้ในการวิเคราะห์ยอดขายเป็นรายวัน วิเคราะห์ช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด ราคาขายเฉลี่ย และสามารถเตรียมสินค้า เปรียบเทียบราคา ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และวางแผนบริหารร้านค้าได้แม่นยำมากขึ้น ที่สำคัญสามารถนำข้อมูลการขายไปขอสินเชื่อในระบบได้ โดยไม่ต้องกู้นอกระบบ&nbsp;</p>

<p>กรณีกลุ่มผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน นายเอกนิติ กล่าวว่า บุคคลที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือรายได้น้อย น่าจะอยู่ในกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว โดยวันที่ 2 มิถุนายน 2569 กระทรวงการคลัง จะเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบสิทธิใหม่ โดยจะนำสิทธิของผู้รับสิทธิเก่า ซึ่งปัจจุบันมี 13.18 ล้านคน มาคัดกรองตามเกณฑ์ใหม่ คาดว่าปริมาณผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอาจลดลง 20 &ndash; 40% ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ตกหล่นหรือเป็นผู้มีรายได้น้อย สามารถไปติดต่อได้ที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อเก็บตกมาคัดกรองใหม่ โดยไม่มีการเปิดลงทะเบียนใหม่<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260602fb2d5a016f9e6a2f0a95090ce164eb54102500.jpg' type='image/jpg' length='1513974' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“Pride Month 2026” ตอกย้ำความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียม ความเท่าเทียมทางเพศ กระตุ้นการท่องเที่ยว ดันไทยสู่เจ้าภาพ World Pride 2030 ]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/508415</link>
<guid isPermaLink="false">ec19cec85b0f89ec5ec1a11625f971f2</guid>
<pubDate>Mon, 01 Jun 2026 12:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>Pride Month หรือ &ldquo;เดือนแห่งความภาคภูมิใจ&rdquo; เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ส่งเสริมความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และการยอมรับความแตกต่างในสังคม โดยมีกิจกรรมสำคัญ เช่น ขบวนพาเหรด การเสวนา นิทรรศการ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการรณรงค์ด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศทั่วโลก จุดเริ่มต้นของ Pride Month เชื่อมโยงกับเหตุจลาจลสโตนวอลล์ (Stonewall Riots) หรือการต่อต้านการเลือกปฏิบัติของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หลังตำรวจเข้าตรวจค้นสถานบันเทิงชื่อ Stonewall Inn ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ+ ทั่วโลก ต่อมาในเดือนมิถุนายน 1970 ได้มีการจัดขบวน Pride Parade ครั้งแรกในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกา เพื่อรำลึกครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์ Stonewall และต่อมาได้ขยายการจัดกิจกรรมไปทั่วโลก ทำให้เดือนมิถุนายนถูกกำหนดให้เป็น Pride Month&nbsp;</p>

<p>สำหรับประเทศไทย เริ่มต้นจัดงาน Pride ครั้งแรกในปี 2542 ภายใต้ชื่องาน &ldquo;Bangkok Gay Festival 1999&rdquo; โดยจัดขึ้นที่บริเวณถนนสีลม ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิความเท่าเทียมทางเพศในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย การจัดกิจกรรมในช่วงแรก ๆ ของประเทศไทยเกิดขึ้นที่ต่างจังหวัด โดยเน้นไปที่เมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ จนกระทั่งในปี 2549 มีการเดินขบวนพาเหรด Pride ครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร บริเวณถนนสีลม การจัดกิจกรรมมาหยุดชะงักลงในปี 2552 เนื่องจากมีการต่อต้านจากบางกลุ่ม และในปี 2565 ได้มีการจัด Pride Month ในชื่องาน &ldquo;Bangkok Naruemit Pride 2022&rdquo; ซึ่งจัดโดย คณะทำงานบางกอกนฤมิตไพรด์ และเครือข่ายนักกิจกรรมเพื่อความหลากหลายทางเพศ ร่วมเดินพาเหรดร่วมกับภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และประชาชน ณ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) ถึงสีลม ซอย 2 เขตบางรัก และร่วมกันตัดริบบิ้นแห่งความอคติทางเพศเพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์การต่อต้านความอคติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ หลังจากนั้นการจัดงาน Pride Month ในประเทศไทยได้เริ่มมีการผลักดันอย่างจริงจังในช่วงปี 2022&ndash;2025 และในปี 2025 รัฐบาลได้เปิดกิจกรรม Amazing Thailand Love Wins Festival ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของชุมชน LGBTQIAN+ ทั่วโลก เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่สนับสนุนความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ พร้อมเป็น Pride Destination ระดับโลกอย่างแท้จริง และมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองตลอดเดือนมิถุนายนในหลายจังหวัด พร้อมทั้งผลักดัน &ldquo;กฎหมายสมรสเท่าเทียม&rdquo; จนประสบความสำเร็จ โดยวันที่ 23 มกราคม 2568 เป็นวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมหรือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ มอบสิทธิให้กับบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ว่าเพศใดสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่าง<br />
เท่าเทียมภายใต้กฎหมายกลุ่ม LGBTQ+ ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ (High-Value Tourists) ที่หลายประเทศให้ความสำคัญ เนื่องจากมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง มีรูปแบบการใช้จ่ายที่เน้นความคุ้มค่า ชื่นชอบการพักผ่อนแบบ Luxury และมีอัตราการเดินทางท่องเที่ยวบ่อยครั้งกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ซึ่งการเติบโตของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน และธุรกิจเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งประเทศที่ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ+ เป็นอย่างดี จะช่วยสะท้อนถึงการเป็นสังคมที่เปิดกว้าง เคารพในสิทธิมนุษยชน และมีความปลอดภัย การเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ช่วยสร้างจุดแข็งและความหลากหลายให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งหลายประเทศรวมถึงไทยได้ใช้เป็นยุทธศาสตร์ดึงดูดนักท่องเที่ยวผ่านการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และเทศกาลต่าง ๆ เช่น งาน Pride Month</p>

<p>การจัดงาน Pride Month ในเดือนมิถุนายน เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา งาน &ldquo;Bangkok Pride Festival 2025&rdquo;สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 4,500 ล้านบาท มีคนเข้ามาร่วมขบวนพาเหรดทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมากกว่า 300,000 คน สำหรับในปี 2569 คาดว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีแรงหนุนจากกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความหลากหลาย และความเท่าเทียมทางเพศมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการจัดงาน &ldquo;Bangkok Pride Festival 2026&rdquo; ในปีนี้ไม่เพียงเฉลิมฉลอง Pride Month เท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการยกระดับ &ldquo;กรุงเทพมหานคร&rdquo; สู่การเป็น Pride Destination ระดับโลก และเป็นมหานครแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียม ด้วยการเสนอชื่อเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride ภายใต้ชื่อ &ldquo;Bangkok World Pride 2030&rdquo; ที่กรุงเทพมหานคร ในปี 2030</p>

<p>(31 พ.ค. 69) การจัดงาน &ldquo;Bangkok Pride Festival 2026&rdquo; ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร และภาคเอกชน ร่วมกันจัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;Patch the World with Pride ถักทอโลกด้วยความภาคภูมิใจ&rdquo; มีการเดินขบวนพาเหรดภายใต้แนวคิดสากล&nbsp;<br />
- Peace (สันติภาพ) - ความเสมอภาค ปราศจากการเลือกปฏิบัติ และการสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกเพศสภาพ<br />
- People (ประชาชน) - การเคารพในสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม<br />
- Pride (ความภาคภูมิใจ) - ความภาคภูมิใจในตัวตนของกลุ่ม LGBTQIA+ และความสำเร็จของประเทศไทยในการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม จนพร้อมก้าวสู่เวทีโลก</p>

<p>สำหรับขบวนได้แบ่งเป็น 6 ขบวนหลัก 6 สี ได้แก่ ขบวนสีเขียวแห่งสมดุล ขบวนสีฟ้าแห่งสันติและการอยู่ร่วมกัน ขบวนสีม่วงแห่งตัวตน ขบวนสีส้มแห่งศักดิ์ศรี ขบวนสีแดงแห่งความรัก และขบวนสีเหลืองแห่งศิลปะและศรัทธา ซึ่งกิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่ถนนสีลม และยาวต่อเนื่องถึงถนนพระราม 4 ถนนอังรีดูนังต์ ถนนพระราม 1 มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่สนามกีฬาเทพหัสดิน (สนามกีฬาแห่งชาติ) เป็นถนนสีรุ้งแห่งการเฉลิมฉลองความเท่าเทียม ความหลากหลาย เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</p>

<p>ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเดินขบวนเพื่อร่วมจุดประกายในความหลากหลาย สร้างพื้นที่ปลอดภัยของทุกคน พร้อมแสดงความมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทยในการผลักดันเพื่อเป็นเจ้าภาพ &ldquo;World Pride 2030&rdquo; อันจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน &ldquo;เศรษฐกิจสีรุ้ง&rdquo; (Rainbow Economy) ที่จะดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวและยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยได้อย่างมหาศาล &nbsp;อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมในทุก ๆ ด้าน ขณะที่กิจกรรมเวที Pride Stage ที่สนามกีฬาเทพหัสดิน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคเอกชน ทำให้เห็นว่าทุกภาคส่วนล้วนแสดงออกถึงความสามัคคี แสดงความเท่าเทียม ความเป็นอิสระ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของการจัดงาน และการจัดงานครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะก้าวไปสู่การเป็นเจ้าภาพจัดงาน &ldquo;World Pride 2030&rdquo;&nbsp;</p>

<p>ด้านนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ยินดีที่ได้เห็นทุกคนร่วมกันแสดงพลังอันยิ่งใหญ่แห่งความเท่าเทียมทางเพศ ยืนยันว่าจะผลักดันการคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการทลายกำแพงแห่งความเหลื่อมล้ำทางสังคม การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นมากกว่างานรื่นเริง แต่เป็นกระบอกเสียงและกลไกทางสังคมที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางกฎหมายเพื่อรองรับสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชนความหลากหลายทางเพศให้เกิดขึ้นจริง และคาดหวังว่าจะเห็นการจัดกิจกรรมนี้กระจายไปทั่วประเทศ &nbsp;&nbsp;</p>

<p>สำหรับกิจกรรม Pride Month ที่จัดตลอดทั้งเดือนมิถุนายน 2569 ประกอบด้วย<br />
กรุงเทพมหานคร<br />
- &ldquo;ONE BANGKOK ONE PRIDE ONE RUN 2026&rdquo; วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่ One Bangkok กรุงเทพฯ<br />
- &ldquo;We All Pride Thailand 2026 @ Bangkapi&rdquo; วันที่ 20 มิถุนายน 2569&nbsp;<br />
ภาคกลาง&nbsp;<br />
- &ldquo;Ayutthaya Pride 2026&rdquo; วันที่ 13 มิถุนายน 2026 เวลา 16.00 น. ณ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา&nbsp;<br />
ภาคเหนือ&nbsp;<br />
- &ldquo;Phayao Pride Festival 2026&rdquo; วันที่ 26 - 27 มิถุนายน 2569 ที่กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา<br />
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&nbsp;<br />
- &ldquo;Loei Pride Month 2026&rdquo; วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่สวนสาธารณะกุดป่อง อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย<br />
- &ldquo;Pride of ISAN @ The Mall Korat&rdquo; วันที่ 6 - 7 มิถุนายน 2569 ที่ The Mall Korat จังหวัดนครราชสีมา<br />
ภาคตะวันออก&nbsp;<br />
- &ldquo;Pattaya International Pride Festival 2026&rdquo; วันที่ 26 - 28 มิถุนายน 2569 ที่ถนนเลียบชายหาดพัทยา เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี&nbsp;<br />
- &ldquo;Circuit Festival Asia 2026&rdquo; วันที่ 19 &ndash; 21 มิถุนายน 2569 ที่ The Zign Hotel Pattaya จังหวัดชลบุรี<br />
ภาคใต้&nbsp;<br />
- &ldquo;Phuket Pride Festival 2026&rdquo; วันที่ 1 &ndash; 7 มิถุนายน 2569 ณ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต&nbsp;<br />
- &ldquo;Trang Pride 2026&rdquo; วันที่ 13 มิถุนายน 2569 ที่ Robinson Trang อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง<br />
- &ldquo;Krabi Pride 2026&rdquo; วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่จังหวัดกระบี่&nbsp;<br />
- &ldquo;Hat Yai Pride Festival 2026&rdquo; วันที่ 27 - 28 มิถุนายน 2569 ที่ Diana Cineplex อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260601ead027e6105d9297b75906dc26f553de125534.jpg' type='image/jpg' length='1609055' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” บรรเทาค่าครองชีพ ประชาชน ร้านค้า เตรียมใช้สิทธิ 1 มิ.ย. - 30 ก.ย. 69 ครอบคลุมขนส่งสาธารณะ ลดภาระค่าเดินทาง]]></title>
<link>https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/508204</link>
<guid isPermaLink="false">21b0cbc45d5a88d5bbb4823bf6b806ea</guid>
<pubDate>Sun, 31 May 2026 11:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เร่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพ ผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และบรรเทาค่าครองชีพประชาชน ร้านค้ารายเล็กให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 25 - 29 พฤษภาคม 2569 และเปิดให้ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569</p>

<p>(29 พ.ค. 69) กระทรวงการคลัง เปิดเผย จำนวนประชาชนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; หลังครบกำหนดวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 และปิดระบบการลงทะเบียน พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนทั้งสิ้น 26,524,940 ราย จาก 30 ล้านสิทธิ เป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; 18,900,479 ราย ผู้ที่ลงทะเบียนใหม่ 7,624,461 ราย โดยเป็นจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; สำเร็จทั้งสิ้น 26,040,623 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ลงทะเบียนไม่ผ่านเนื่องจากเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว สะท้อนถึงการตอบรับเชิงบวกของประชาชนต่อโครงการของรัฐบาล เพื่อบรรเทาภาระลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ขณะที่ร้านค้าทั่วประเทศตอบรับเข้าร่วมโครงการอย่างคึกคัก โดยมีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 1,046,878 ร้านค้า&nbsp;<br />
และลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้ 693,031 ร้านค้า โดยเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน &ndash; 30 กันยายน 2569 สำหรับร้านค้าใหม่ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน สามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้เตรียมเปิดใช้งาน AI &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; เพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล (Upskill) ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสต็อกสินค้า และประเมินสุขภาพทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ถือเป็น &ldquo;พลัส&rdquo; ที่รัฐบาลเพิ่มเข้ามา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น</p>

<p>สำหรับการใช้จ่ายเงินในโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; ภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตรา 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนประชาชนจะต้องร่วมจ่าย 40% หรือต้องเติมเงินเพิ่ม 133 บาทต่อวัน หรือประมาณ 667 บาทต่อเดือน โดยจะต้องใช้จ่ายให้หมด 1,000 บาทภายในเดือนนั้น ๆ ไม่สามารถสะสมไปในเดือนถัดไปได้ โดยการชำระเงินสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ชำระผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 23.00 น. หรือสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรี ตามแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่ร่วมโครงการ และชำระเงินผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 21.00 น.<br />
การใช้จ่ายในโครงการนี้ไม่เพียงนำมาซื้ออาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าอุปโภคบริโภค เท่านั้น กระทรวงคมนาคม ยังได้ร่วมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชน ครอบคลุมระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ทั้งรถโดยสาร ขสมก. รถไฟฟ้า และเรือด่วนเจ้าพระยา และส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ลดปัญหาจราจร ลดมลพิษ ประกอบด้วยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชน โดยใช้สิทธิชำระค่าโดยสารได้ที่พนักงานเก็บค่าโดยสารบนรถเมล์ ขสมก. ทุกคัน ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 ในช่วงเวลา 06.00 - 23.00 น. ของทุกวัน</p>

<p>บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) ที่ให้บริการรถโดยสารประจำทางสาธารณะ (รถทัวร์) วิ่งขนส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัดทั่วประเทศ โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิชำระค่าตั๋วโดยสารรถ BKS ในวงเงิน 200 บาทต่อวัน ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 ระยะเวลา 4 เดือน ช่วงเวลา 06.00 - 23.00 น. ณ ช่องจำหน่ายตั๋วโดยสารของสถานีเดินรถ BKS 139 แห่งทั่วประเทศ กรณีที่ค่าโดยสารเกินวงเงินที่กำหนดต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มและหากผู้ใช้สิทธิซื้อตั๋วรถโดยสารโดยไม่ได้เดินทางเอง ต้องแจ้งชื่อผู้เดินทางพร้อมเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของผู้เดินทางก่อนการออกตั๋วรถโดยสาร &nbsp;&nbsp; &nbsp;</p>

<p>การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัทผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานครทั้ง 4 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (MRT สายสีน้ำเงิน) สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง) สายนัคราพิพัฒน์ (MRT สายสีเหลือง) และสายวิวัฒน์นคร (MRT สายสีชมพู) เปิดให้ผู้โดยสารที่รับสิทธิ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ใช้สิทธิซื้อตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว (Single Journey Ticket) ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานีของรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 23.00 น.&nbsp;</p>

<p>เรือด่วนเจ้าพระยา เข้าร่วมโครงการ ในท่าเรือ สาทร ไอคอนสยาม สี่พระยา ราชินี พรานนก ปิ่นเกล้า เทเวศร์ พระราม 7 นนทบุรี และปากเกร็ด ใช้สิทธิชำระค่าโดยสารได้เฉพาะจุดรับชำระที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 โดยไม่สามารถใช้สิทธิชำระกับพนักงานขายตั๋วบนเรือได้ ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ อาจให้บริการเฉพาะบางท่าเรือ</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม ร่วมกับ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) เปิดตัวโครงการ &ldquo;บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดินทางกับรถเมล์ไฟฟ้า ไทย สมายล์ บัส&rdquo; เปิดรับชำระค่าโดยสาร ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรถเมล์ไฟฟ้าในเครือ TSB เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้ใช้สิทธิบนรถเมล์โดยสารพลังงานไฟฟ้า เริ่มนำร่องระยะแรก จำนวน 23 เส้นทาง ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยผู้โดยสารสามารถสังเกตป้ายหน้ารถจะระบุว่า &ldquo;รถคันนี้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&rdquo; สำหรับวิธีการชำระให้แจ้งใช้สิทธิกับบัสโฮสเตสบนรถเมล์ พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อชำระค่าโดยสาร คิดตามระยะทาง 15-20-25 บาท จากนั้นจะขยายไปในเส้นทางอื่น ๆ ให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 124 เส้นทาง ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสาร โดยคาดว่าการพัฒนาบริการครั้งนี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก 2.5 แสนคนต่อวัน จากปัจจุบันมีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยราว 3.8 แสนคนต่อวัน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region7.prd.go.th/th/file/get/file/20260531101e7679e62b7b41cc158c01c4f62ddc111708.jpg' type='image/jpg' length='1637026' />
</item>
</channel>
</rss>
