ดื่มเหล้าขาวกับเบียร์พร้อมกัน เสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตก

 

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในปัจจุบันประชาชนนิยมดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มากขึ้น บางคนดื่มเพื่อเข้าสังคม ดื่มเพื่อสังสรรค์ หรือดื่มเพื่อปรับทุกข์ ซึ่งการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นประจำทุกวัน ในระยะแรกอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ดื่มอย่างชัดเจนแต่พิษจากแอลกอฮอล์จะถูกสะสมในร่างกายมากขึ้นเรื่อย ๆ สามารถทำให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้ เมื่อมีการดื่มแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปเพิ่มความดันโลหิต ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดเส้นเลือดสมองแตก เซลล์สมอง
ถูกทำลาย ความจำเสื่อม การทำงานของระบบประสาทลดลง รวมถึงเส้นเลือดทั่วร่างกาย ทำให้เลือดออกง่ายหยุดยาก เช่น เส้นเลือดที่กระเพาะอาหาร เป็นต้น ซึ่งทำให้อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ดื่มและส่งผลต่อสังคม ทำให้ขาดสติ
จนทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้

นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกลุ่มผู้ที่นิยมดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หลายชนิดรวมกัน เช่น การดื่มเหล้าขาวร่วมกับการดื่มเบียร์ หรือดื่มอย่างใดอย่างหนึ่งในปริมาณมากเป็นประจำทุกวัน อาจส่งผลให้เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรม ขาดความรับผิดชอบ เสี่ยงต่อการเกิดอาการทางจิต เช่น ซึมเศร้า อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร มีอาการประสาทหลอน หูแว่ว หวาดระแวง ระบบความจำบกพร่อง สมองเสื่อม สับสนไม่รู้วัน เวลา สถานที่ มีความผิดปกติทางอารมณ์ และพฤติกรรม มีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้ ซึ่งผู้ที่นิยมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรดื่มมากกว่า 5 วันต่อสัปดาห์ขึ้นไป (อ้างอิงจากแบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา AUDIT : WHO 2001) โดยในผู้ชายไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐาน และผู้หญิงไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐาน ต่อวัน (1 ดื่มมาตรฐาน เทียบได้กับ เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 5% 1 กระป๋องหรือ 330 มิลลิลิตร, ไวน์ที่มีแอลกอฮอล์ 11-13% 1 แก้วหรือ 100 มิลลิลิตร, เหล้าแดงที่มีแอลกอฮอล์ 35-40% 3 ฝาหรือ 30 มิลลิลิตร, เหล้าขาวที่มีแอลกอฮอล์ 40% 2/3 เป็กหรือ 25 มิลลิลิตร) 

ทั้งนี้ หากประสบปัญหาเกี่ยวกับยาและสารเสพติดสามารถขอรับคำปรึกษาเรื่องยาและสารเสพติดได้ที่ สายด่วนยาเสพติด 1165 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pmnidat.go.th หรือเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดได้ที่ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กรมการแพทย์ จังหวัดปทุมธานีและโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์แม่ฮ่องสอน โรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น โรงพยาบาลธัญญารักษ์อุดรธานี โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ปัตตานี



คะแนนโหวต :